Categories
Bicycle related

การศึกษากฎหมายเกี่ยวกัยการใช้จักรยาน’(2546) ของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย

การศึกษากฎหมายเกี่ยวกัยการใช้จักรยาน 2546 ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย

เพิ่งได้รับเอกสารนี้วันนี้ เป็นรายงานที่น่าสนใจมาก ให้ความรู้เกี่ยวกับด้านกฏหมายเกี่ยวกับทางจักรยานและการใช้จักรยานเป็นอย่างมาก ขอขอบคุณอาจารย์ สิทธา เจนศิริศักดิ์ ผู้แบ่งปันครับ

Categories
ข่าวตัดมา Bicycle related

ข่าวตัดมา: ทางจักรยาน Creative Economy ของจริง | โอเพ่นออนไลน์

ทางจักรยาน Creative Economy ของจริง | โอเพ่นออนไลน์.

http://onopen.com/vanchaitan/10-01-03/5420

การประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก (UNFCCC) เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อเดือนธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งถูกโฆษณาล่วงหน้าว่าจะเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำทั่วโลก ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงอันสำคัญ ในการจัดการกับสภาวะโลกร้อนก็ได้สิ้นสุดลง ท่ามกลางความผิดหวังของคนทั่วโลก เพราะดูเหมือนต่างฝ่ายจะมาเถียงกันมากกว่ามาเจรจา

บรรดาตัวการสำคัญอย่างจีน อินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา แค่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  แต่ไม่รับปากว่าจะทำสำเร็จหรือไม่  และประชุมกันใหม่ปีหน้าค่อยมาต่อรองกันใหม่

นี่ขนาดประชุมไปท่ามกลางอากาศวิปริตครั้งใหญ่จากปัญหาโลกร้อน อาทิ หิมะตกหนักทางซีกโลกเหนือ ส่วนซีกโลกใต้ก้อนน้ำแข็งใหญ่ขนาดเกือบเท่าเกาะภูเก็ตที่แตกมาจากแอนตาร์ติ กากำลังลอยมาใกล้ทวีปออสเตรเลียทุกขณะ มนุษย์แต่ละชาติยังคงต่อรองให้ชาติตัวเองได้ผลประโยชน์มากที่สุด

แต่ในท่ามกลางความล้มเหลวของการเจรจา สื่อมวลชนทั่วโลกได้พร้อมใจกันรายงานเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งที่เป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน นั่นคือ ตัวอย่างการใช้จักรยานในกรุงโคเปนเฮเกน

เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์กแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่มีผู้ใช้จักรยานมาก ที่สุดในโลก กล่าวคือทุก ๆวันประชากรของกรุงโคเปนเฮเกนราว 40 % หรือประมาณ 4 แสนกว่าคน ขี่จักรยานไปทำงาน เรียนหนังสือ จ่ายกับข้าว  ไปดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฯลฯ

พวกเขาขี่จักรยานเพื่อใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่ขี่เที่ยวเล่นแบบชิว ๆ  ขี่กันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนทำงาน แม่บ้าน

หลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลเดนมาร์กได้สร้างแรงจูงใจให้คนเมืองหันมาใช้รถจักรยานและการขนส่งมวล ชนแทนการใช้รถส่วนตัว  โดยการเก็บภาษีรถยนต์ในราคามหาโหด รวมถึงค่าจอดรถก็แพงไม่แพ้กัน ทำให้คนเดนมาร์กไม่มีกำลังซื้อรถส่วนตัวในขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกในการ สร้างระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า และทางจักรยานมากมาย

ความกว้างของถนนบางสายอาจจะแคบกว่าทางจักรยานหรือฟุตบาทด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับทางจักรยานและการเดินเท้ามากกว่าทางรถยนต์

สองสามปีที่ผ่านมา เทศบาลกรุงโคเปนเฮเกนทุ่มเงินเกือบสองพันล้านบาท สร้างทางจักรยานและทำให้การจราจรปลอดภัยมากขึ้นสำหรับคนขี่จักรยาน ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้คนเมืองทิ้งรถเก๋งออกมาขี่จักรยานกันมากขึ้น  และบรรดาพนักงานเทศบาลรู้ดีว่า หากวันไหนหิมะตกหนัก ให้เก็บกวาดหิมะบนทางจักรยานก่อนถนน

ทุกวันนี้จึงมีชาวโคเปนเฮเกนเพียงร้อยละ 30 ที่ใช้รถส่วนตัว ที่เหลือใช้ระบบขนส่งมวลชนและจักรยาน และทางเทศบาลกรุงโคเปนเฮเกนอีกห้าปีข้างหน้าจำนวนคนขี่จักรยานจะพุ่งไปร้อย ละ 50

เมื่อปริมาณรถบนถนนน้อยลง การใช้น้ำมันก็ลดลง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ไม่มีปัญหาหงุดหงิดจากรถติด คุณภาพอากาศดีขึ้นทันตา และอุบัติเหตุบนท้องถนนก็ลดลง  คุณภาพชีวิตก็ตามมา

ลองหลับตานึกภาพกรุงเทพมหานครที่มีประชากร 10 ล้านคน รถยนต์ 6 ล้านคัน  หากรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะให้คนกรุงประมาณ 10 %  หันมาขี่จักรยาน  โดยการสร้างทางจักรยาน สร้างระบบการจราจรที่ปลอดภัยสำหรับจักรยาน  รับรองว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างแน่นอน

สองสามปีที่ผ่านมา หลังจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากลองสังเกตดู จะเห็นปริมาณคนใช้จักรยานในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นทันตาเห็น  หากลองไปสำรวจร้านขายรถจักรยานมือสองนำเข้าจากญี่ปุ่นที่เคยมีสองสามแห่ง ตอนนี้ผุดกันขึ้นมาราวกับดอกเห็ด  ยอดจำหน่ายรถจักรยานทั้งของในและนอกประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่า

นี่ขนาดกทม. ยังไม่ได้มีมาตรการเรื่องทางจักรยานอย่างจริงจัง  ที่ผ่านมา ดูเหมือนนโยบายเรื่องทางจักรยานของกทม. จะทำเป็น “ของเล่น” หรือ “สร้างภาพ”มากกว่าจะเห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการจราจร

ผู้เขียนเชื่อว่า คนเมืองจำนวนมากอยากขี่จักรยานไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หากได้หลักประกันว่า ทางจักรยานจะปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

แต่ดูเหมือนรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยสนใจ ทางจักรยาน อย่างจริงจัง ที่ผ่านมารัฐบาลอาจจะเกรงใจบรรดาอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือนักการเมืองอาจจะไม่มีวิสัยทัศน์พอ  จักรยานในสายตาของผู้มีอำนาจจึงยังเป็นเพียงการ ขี่เล่น ๆ  ขี่ออกกำลังกาย  ขี่รณรงค์ลดโลกร้อน  มากกว่าการขี่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ทางจักรยานในกทม. จึงดูจะเป็นทางพิการ มากกว่าทางที่ใช้งานได้

ทุกวันนี้จักรยานในชีวิตจริงจึงเป็นที่น่ารังเกียจจากทุกฝ่าย จะขี่บนถนน ก็กลัวโดนรถเมล์ไล่บี้ แถมทางจักรยานแถวเกาะรัตนโกสินทร์ก็กลายเป็นที่จอดรถทัวร์ ครั้นจะขี่บนทางเท้า ก็โดนแม่ค้าหาบเร่ยึดครอง แถมที่จอดรถจักรยานหลายแห่ง ก็ถูกรื้อทิ้งเป็นที่ขายของ ครั้นจะหลบไปขี่ในสวนสาธารณะก็ถูกรปภ.ไล่ออกมา

อย่างไรก็ตาม ทางจักรยานกำลังเป็นเทรนด์ หรือกระแสที่มาแรงมากในเมืองหลวงเกือบทุกแห่งในยุโรปและอเมริกา ตั้งแต่นิวยอร์ก ซีแอตเติล ซานฟรานซิสโก ลอนดอน สต็อกโฮล์ม ออสโล เมลเบิร์น ซิดนีย์ และโตเกียว เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดปัญหาโลกร้อน ลดการขาดดุลจากการนำเข้าน้ำมัน แก้ปัญหาการจราจรและลดอุบัติเหตุด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย

ล่าสุดชาวนิวยอร์คใช้จักรยานเพิ่มสูงขึ้นถึง 26 % เทศบาลกรุงนิวยอร์คสร้างช่องทางจักรยานเพิ่มขึ้นอีก 300 กว่ากิโลเมตร และได้เปลี่ยนอาคารที่จอดรถให้เป็นสวนสาธารณะ ขณะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีจำนวนจักรยานพอ ๆกับจำนวนประชากร และได้รับการยกย่องว่ามีทางจักรยานสวยและปลอดภัยที่สุด

ทางจักรยานจึงเป็นเสมือน Creative Economy แนวใหม่ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้บริหารประเทศ  กล้าผลักดันความคิดใหม่ ๆ ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยรวม

เพียงแต่ว่าบ้านเราคงต้องอาศัยกึ๋นและความกล้าของนักการเมืองด้วย ที่ต้องทำให้ ทางจักรยาน เป็นวาระของชาติ มีนโยบายและงบประมาณชัดเจน โดยไม่ต้องเกรงใจบรรดาอุตสาหกรรมรถยนต์และผู้ผลิตน้ำมันให้มาก  ซึ่งผู้เขียนเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน

ทางจักรยาน จึงถือเป็นการ CHANGE ครั้งสำคัญของสังคมไทย เพราะเชื่อขนมกินได้ว่าจะได้รับการต่อต้านจากหลายฝ่ายทำนองว่า ทำไม่สำเร็จหรอก วุ่นวาย มันยากเกินไป

โอบามาร์ก ผู้เพิ่งไปร่วมงานมอเตอร์โชว์เมื่อเร็ว ๆนี้  กล้า ไหมครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 3 มกราคม 2553

Categories
Bicycle related

“เลิกตดให้กันดมซะที!” – เสียงบ่นจากคนรอบกายในบริบทของการคมนาคม

เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเคยดมกลิ่นผายลมหรือกลิ่นตดของคนอื่น  ไม่ว่าจะเป็นเพราะสถานะการณ์บังคับ,เพราะความคาดไม่ถึง,หรือเพราะเหตุผลอื่นใดอะไรก็ตาม มันคงเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงประสงค์เลยแม้แต่นิดเดียวสำหรับคนเกือบทุกคน (นอกเสียจากคุณจะมีความชอบที่แปลกและแหวกแนวเหนือความคาดเดา!)  แต่จะรังเกียจมันกันอย่างไรก็ตาม การผายลมหรือการตดนั้น เป็นกิจวัตรธรรมดาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ตดถือเป็นผลผลิตจากการย่อยสลายและแปรสภาพอาหารให้เป็นพลังงานโดยร่างกาย พลังงานที่ว่านี้ก็นำมาใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อให้เราสามารถคงมีชีวิตอยู่และทำกิจกรรมต่างๆได้ตามความปรารถนา  เชื่อไหมว่าคนเรานั้นโดยเฉลี่ยแล้ว ตดประมาณ10-20ครั้งต่อวัน ตดเล็กตดน้อยเหล่านี้รวมแล้วเป็นปริมาณก๊าซเกือบกว่า 1ลิตรเลยที่เดียวเชียว องค์ประกอบของก้อนตดหนึ่งก้อนหนึ่งนั้นประกอบด้วย ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ออกซิเจน และมีเทนรวมเป็นส่วนใหญ่  ที่แปลกคือ ก๊าซเหล่านี้ล้วนไม่มีกลิ่น! สิ่งที่น่าแแปลกใจต่อมาคือกลิ่นตดที่น่าคลื่นไส้นั้นมาจากก๊าซกำมะถันซึ่งมีปริมาณแค่ 1%ของก้อนตดของเรา! ก๊าซกำมะถันนี้เกิดจากการหมกหมมของอาหารในลำไส้ สังเกตว่าช่วงไหน ระบบขับถ่ายมีปัญหา ถ่ายยากหรืออาหารไม่ย่อย ช่วงนั้นตดเราจะเหม็นมาก เหม็นจนคนตดเองแทบจะเป็นลมเลยที่เดียว



และถ้าหากเราเปรียบเทียบร่างกายมนุษย์กับรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซด์ที่เราขับขี่แล้ว อาหารที่เรารับประทานกันก็คงไม่ต่างจากน้ำมันที่เราเติมให้รถ และตดของเราก็คงไม่ต่างจากไอเสียของรถที่มันพ่นออกมา ไอเสียของรถยนต์นั้นส่วนประกอบหลักๆของมันคือ ไนโตรเจน,ไอน้ำ และ คาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารที่ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ  (แม้ว่าจะมีการยอมรับอย่างแพร่หลายว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนก็ตาม) สารไอเสียของรถยนต์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์นั้นเป็นส่วนประกอบรองซึ่งมี  คาร์บอนมอนออกไซด์, ไฮโดรคาร์บอน, ไนโตรเจน ออกไซด์, โอโซน และ ฝุ่นละอองต่างๆ ปริมาณของสารอันตรายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสภาพและความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ หากเครื่องยนต์เก่ามีปัญหาและไม่ได้รับการดูแล การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ก็จะไม่สมบูรณ์ทำให้ปริมาณสารอันตรายเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา ผมใช้จักรยานในการเดินทางในเชียงใหม่ค่อนข้างบ่อยมาก บ่อยจนทำให้ผมเริ่มเกิดความอืมระอาในการดมตดของผู้อื่น ไอเสียและควันดำที่ผลิตโดยรถต่างๆนั้นมีมากโดยเฉพาะในช่วงเร่งด่วน มันมากจนผมแสบทั้งตา จมูกและคอ ทั้งที่ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่ใส่หน้ากากกรองอากาศเวลาปั่นจักรยาน เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้จักรยานไม่น่าปั่น(สำหรับคนอื่นที่ยังไม่ได้ปั่น หรือคิดว่าจะปั่น) แต่ผมต้องจำใจซื้อหน้ากากกรองมาใส่เพราะทนแสบคอแสบจมูกไม่ไหว ผมไม่เข้าใจว่าคนขับรถจักรยานยนต์เขาไม่รู้สึกกันบ้างเหรอ หรืออากาศที่เขาหายใจมันเป็นคนละอันกับที่ผมหายใจอยู่?
ผมนึกถึงบทความทางวิชาการที่เคยอ่านในอดีต บทความเหล่านั้นตั้งข้อสังเกตุว่าเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคนป่วยโรคภูมิแพ้และทางเดินหายใจมากที่สุดในเมืองไทย เมื่ออ่านครั้งแรกผมสงสัยว่าจริงหรือ แต่เมื่อได้สัมผัสเองผมเริ่มไม่แปลกใจ ก็คนเชียงใหม่ตดให้กันดมทั้งเช้าและเย็นอย่างนี้นิครับ จะไม่ให้ป่วยคลื่นเหียนเวียนตดกันได้อย่างไร!

ข่าวทีวีช่อง 3 วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553 ที่มา http://www.krobkruakao.com

ผมเชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่อืมระอากับการดมตดของผู้อื่น แต่คงไม่มีใครที่คิดจะแก้ไข คนเชียงใหม่จึงยังทนดมตดกันไป หรือหากจะแก้ไขก็คงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และเท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย การซื้อรถเก๋งแอร์เย็นฉ่ำหรือการซื้อหน้ากากกันพิษมาใส่ก็คงเป็นวิธ๊หนึ่งในหลายๆวิธีในการกั้นตัวเองออกจากกลิ่นตดที่สุดจะทนไหว แต่การแก้ไขอย่างนี้คงจะเป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว และเป็นเพียงช่องน้อยที่ใช้ได้เพียงชั่วคราว ในเมื่ออากาศที่เราหายใจกันอยู่นั้นล้วนเป็นอากาศที่อยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกันใช่ไหม?
ผมเชื่อว่าอากาศที่สะอาด มีความสำคัญอย่างมากกับชีวิตของคนทุกคนในโลกใบนี้ แต่ผมสงสัยว่าทำไมเราไม่ใส่ใจกับสิ่งสำคัญนี้เลย ทั้งๆที่มันมีผลทั้งกับตัวเราเองและคนที่เรารักโดยตรง การแก้ไขปัญหานี้ผมเชื่อว่าเราสามารถเริ่มด้วยจากตัวเราเองครับ เริ่มด้วยการไม่ตดให้คนอื่นดม โดยการลดการใช้รถลงบ้างเท่าทีอำนวย หันมาใช้จักรยานหรือการเดิน   ลดความเหม็นและขนาดของก้อนตดที่เราผลิตโดยการดูแลเครื่องยนต์และปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพ ช่วยกันฟอกอากาศฟอกกลิ่นตดของเราโดยการ รณรงค์และผลักดันให้มีการปลูกต้นไม้ในเมืองของเรา ผมเชื่อว่ามาตรการง่ายๆเหล่านี้ เริ่มได้เลยครับ และจะทำให้อากาศของเมืองเชียงใหม่หรือเมืองที่คุณอยู่สะอาดขึ้น ไม่ต้องทนดมตดของกันและกันอยู่อย่างนี้ต่อไปครับ!

Categories
ข่าวตัดมา Bicycle related

มลพิษในเมือง ลดได้ด้วยจักรยาน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ปั่นจักรยาน

แม้กรุงเทพมหานครจะไม่ต้องผจญปัญหาเรื่องของฝุ่นควันอย่างพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อุดมด้วยมลพิษติดลำดับต้นประเทศ

ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกระบุว่า จังหวัดในประเทศไทย ที่มีระดับมลภาวะทางอากาศสูงสุดคือที่จ.สระบุรี ซึ่งสามารถวัดระดับฝุ่นได้ถึง 59 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามมาด้วยย่านอำเภอพระประแดง ที่ 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, กรุงเทพฯ 54 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ 51 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่ 51 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, จ.ราชบุรี ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่ 49 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้น อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, นครราชสีมา, นครสวรรค์, ลำปาง, เชียงใหม่, ระยอง และชลบุรี ก็มีระดับมลภาวะทางอากาศสูงกว่ามาตรฐานเช่นกัน

สาเหตุหลักใหญ่ๆ ของมลพิษทางอากาศ จะมีอยู่ 2 เรื่อง คือ จากยานหาหะนะ และจากโรงงานอุตสาหกรรม

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศจากภาคเกษตรกรรมมาเป็นภาคอุตสาหกรรม ทำให้กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแหล่งธุรกิจและความเจริญมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความต้องการในการเดินทางและการขนส่งมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดเข้าขั้นวิกฤต และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การจราจรที่ติดขัดทำให้รถเคลื่อนตัวได้ด้วยความเร็วต่ำ มีการหยุดและออกตัวบ่อยครั้ง ขึ้นน้ำมันถูกเผาผลาญมากขึ้น การสันดาปของน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ การระบายสารมลพิษทางท่อไอเสียในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น

รถยนต์ยิ่งมาก การจราจรยิ่งติดขัด บริเวณที่มีการจราจรติดขัด จะมีปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงกว่าในบริเวณที่มีการจราจรคล่องตัว สารมลพิษที่ระบายเข้าสู่บรรยากาศที่เกิด จากการคมนาคมขนส่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน สารตะกั่วและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

ล่าสุดจากการรวบรวมสถิติรถที่จดทะเบียนวิ่งตามท้องถนนทั่วประเทศ เฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมแล้วกว่า 29 ล้านคัน เป็นยอดรวมเฉพาะในกรุงเทพฯ มากถึง 6.62 ล้านคัน เป็นรถยนต์ 4 ล้านคัน รถจักรยานยนต์ 2.6 ล้านคัน โดยพบว่าทั่วประเทศมีรถจดทะเบียนใหม่เฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพิ่มวันละ 9,352 คัน

เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีเพิ่มมากถึงเฉลี่ยวันละ 2,592 คัน เป็นรถยนต์เฉลี่ยวันละ 1,468 คัน รถจักรยานยนต์เฉลี่ยวันละ 1,124 คัน

อย่างไรก็ดี หนทางการลดมลพิษนั้น ก็ใช่ว่าไม่มี หนทางหนึ่งที่มีการพยายามผลักดันให้เกิดด้วยองค์กร กลุ่มสังคม นอกจากการลดใช้ยานพาหนะ การประหยัด ยังมีอีกวิธี คือ การปั่นจักรยาน

ในเรื่องการคมนาคมเพื่อลดมลพิษ จักรยาน ถูกยกมาเป็นทางเลือกหนึ่งเสมอ แต่ทางเลือกนี้ก็มักตกประเด็นไป เมื่อถึงเวลาผลักดันเป็นวาระ หรือเมื่อลงมือปฏิบัติ

อย่างที่ทราบกันดี แม้จะมีการ “สร้าง” ทางจักรยานขึ้นมาอย่าง “ง่ายๆ” ตามถนนหรือบนฟุตบาทบางเส้น แต่ก็ไม่ได้มีการก่อให้เกิดแรงจูงใจในการอยากออกไปปั่นจักรยานกันมากนัก สาเหตุมาจากอะไร คำตอบที่ชัดเจนของคำถามเห็นจะเป็นเรื่อง “ความปลอดภัย”

เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2554 มูลนิธิโลกสีเขียว ได้ทำแบบสำรวจ “คนกรุงเทพฯ อยากได้เลนจักรยานไหม” โดยใช้คำถามมี 4 ข้อ ได้แก่ 1. โดยปกติ คุณใช้พาหนะประเภทใดเดินทางในกรุงเทพฯ มากที่สุด ? 2. คุณเคยขี่จักรยานในกรุงเทพฯ หรือไม่ ? 3. ถ้าสามารถขี่จักรยานในกรุงเทพฯ ได้อย่างปลอดภัย คุณจะขี่ไหม ? 4. ถ้าต้องแบ่งพื้นที่บนถนนมากั้นเป็นเลนจักรยาน คุณจะยอมไหม ?

จากผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น คนที่ใช้ขนส่งมวลชนเป็นพาหนะหลักในการสัญจรร้อยละ 53 คนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว แท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์ร้อยละ 39  มีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่ปัจจุบันใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก โดยผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มีถึงร้อยละ 48 ที่ไม่เคยใช้จักรยานมาก่อนในกรุงเทพมหานคร ผลสำรวจออกมาว่า ร้อยละ 86 บอกว่าจะออกมาขี่จักรยานบนท้องถนน หากรู้สึกว่าสามารถขี่ได้อย่างปลอดภัย และร้อยละ 93 ที่ยินยอมให้จัดสรรแบ่งปันพื้นที่จราจรบนถนนมากั้นเป็นเลนให้จักรยาน

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว ได้ให้ความเห็นประเด็นความปลอดภัยและสุขภาพที่นักขี่และนักอยากขี่เป็นกังวล (ตีพิมพ์นิตยสาร Way ฉบับที่ 46) ว่า มูลนิธิโลกสีเขียวทำสำรวจความคิดเห็น 4,500 คน ใน 2-3 คำถามหลักๆ เราถามว่า “จะขี่จักรยานไหม ถ้าปลอดภัย” ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์บอกว่าขี่ ถามต่อว่า ถ้าขอแบ่งเลนถนนมากั้นเป็นเลนจักรยาน จะยอมไหม 95 เปอร์เซ็นต์ยอม

“ความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด มากกว่าเรื่องความร้อน ความปลอดภัยในที่นี้หมายถึงกลัวถูกชนถูกเฉี่ยว และกลัวมลพิษ”

เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว ให้ความเห็นต่อว่า “ถ้าดูสถิติทั่วโลก จักรยานเกิดอุบัติเหตุน้อย น้อยกว่าคนเดินแล้วถูกรถชน แต่พอโดนทีมันเป็นข่าวดัง จริงๆ แล้วอุบัติเหตุทั่วไปในโลก ครึ่งหนึ่งเกิดจากความผิดของคนขี่จักรยานเอง ถ้าอยากปลอดภัยก็ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร ต้องสื่อสารให้คนขับรถรู้ว่า จักรยานก็เป็นพาหนะอย่างหนึ่ง มีสิทธิใช้ถนน แล้วพอคนเริ่มรู้ว่ามันมีวิธีขี่อย่างไรบ้าง รู้ว่าจุดที่ไม่ปลอดถัยคืออะไร ก็จะค่อยๆ เกิดความมั่นใจ และความมั่นใจมันจะเป็นตัวเซฟเรา”

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก treehugger ระบุว่า จากการศึกษาวิจัยกว่า 14 ปี โดยวิเคราะห์สุขภาพของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30,000 คน พบว่าการปั่นจักรยานไปทำงานนั้นปลอดภัยกว่าวิธีอื่น นั่นหมายถึงว่าผู้ขี่จักรยานต้องขี่อย่างปฏิบัติตามกฎจราจร ซึ่งในเชิงสถิติระบุว่า การปั่นจักรยานไปทำงานช่วยลดโอกาสที่จะเสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุได้ร้อยละ 40 และยังประโยชน์ต่อสุภาพอย่างที่ทราบกันดี

เหนือสิ่งอื่นใด การปั่นจักรยานไปทำงานประมาณ 6.5 กิโลเมตรต่อวัน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 900 กิโลกรัมต่อปี 

ข้อมูลจาก guardian.co.uk ระบุว่า ในทวีปยุโรปจะสามารถลดการสร้างภาวะเรือนกระจกลงได้ถึงร้อยละ 25 หากทุกประเทศหันมาใช้จักรยานให้ได้เท่าชาวเดนมาร์ก โดยอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของนักปั่นคือ 27 กรัมต่อกิโลเมตร ส่วนรถยนต์ 271 กรัม รถบัส 101 กรัม เฉลี่ยต่อผู้โดยสาร 1 คน

ส่วนประเทศไทย จากการคำนวนค่าเฉลี่ยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ คนในกรุงเทพฯ ปล่อยถึง 7.3 ตันต่อคนต่อปี เทียบเท่ากับคนนิวยอร์ค และสูงกว่าค่าเฉลี่ยชาวโลกที่ปล่อยเพียง 1 ตันต่อคนต่อปี

เมื่อจักรยานถูกยกเป็นทางเลือกหนึ่งของการลดคาร์บอนฯ ลดมลพิษในเมือง แล้วยังไม่ถึงเวลาส่งเสริมกันอย่างจริงจังอีกหรือ ?

มาเปลี่ยนทางเลือกให้เป็นทางหลัก…

หากลังเล จะเริ่มอย่างไร วันที่ 25 ก.พ. มูลนิธิโลกสีเขียว จัดเทศกาลปั่นเมือง ที่อาคารบันเทิง สวนลุมพินี 16.00 – 20.30 น. ร่วมกิจกรรมมากมายเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน เผื่อจะได้ไอเดียในการเริ่มปั่น และทำความเข้าใจ…

ปั่นเมือง

มายาคติ เรื่องควันพิษริมถนน
หลายต่อหลายครั้ง คนไม่สูบบุหรี่กับเป็นมะเร็งร้ายแรงกว่าคนสูบบุหรี่ เพราะแม้ไม่สูบ แต่เมื่ออยู่ใกล้กับคนที่สูบ คนไม่สูบก็มีสิทธิรับสารพิษจากบุหรี่จากการสูดดมเข้าไปได้เช่นกัน แล้วหากจะมาปั่นจักรยาน จะป่วยเพราะรับมลพิษบนท้องถนนอย่างเรื่องของคนไม่สูบบุหรี่หรือเปล่า ?

จากการทดสอบโดยทีมวจัยมหาวิทยาลัยดับลิน พบว่า การเดินหรือการปั่นจักรยานเร็วกว่าปกติ อัตราการหายใจและการทำงานของปอดจะสูงขึ้น แต่ปอดจะดูดซับมลพิษไว้น้อยกว่า กล่าวคือ การปั่นจักรยานทำให้ปอดทำงานหนักมาก

นั่นหมายถึงปะสิทธิภาพในการฟอกอากาศเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ทำให้มลพิษถูกขับออกจากร่างกายเราในเวลาอันสั้น

25 ก.พ. 2555 ร่วมปั่นเมืองกับมูลนิธิโลกสีเขียว อ่านรายละเอียด 
ข้อมูล เมืองมลพิษ อ้างอิงจาก มติชนนไลน์ 
ข้อมูล การใช้รถยนต์ในกรุงเทพ อ้างอิงจาก VOICE TV
ภาพประกอบจาก Internet

Categories
ข่าวตัดมา Bicycle related

ทางจักรยาน นโยบายสำคัญของพรรคการเมืองในอนาคต | โอเพ่นออนไลน์

ทางจักรยาน นโยบายสำคัญของพรรคการเมืองในอนาคต

Thu, 21/01/2010 – 14:52 — วันชัย ตัน http://onopen.com/vanchaitan/10-01-21/5418

สองสามปีที่ผ่านมาผมสังเกตว่าในกรุงเทพมหานคร มีคนขี่จักรยานตามท้องถนนกันมากขึ้น

พรรคพวกตามต่างจังหวัดก็เคยเล่าสู่กันฟังว่ามีคนขี่จักรยานเพิ่มขึ้น  ในที่ทำงานของผมเอง มีพนักงานขี่จักรยานจากบ้านมาบริษัทร่วมสิบคน

พนักงานส่งเอกสารคนหนึ่ง เคยขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน แต่ปัจจุบันจอดรถไว้ที่ทำงานเพราะสู้ราคาน้ำมันไม่ไหว และใช้จักรยานเป็นพาหนะถีบไปเช้าเย็นกลับวันละประมาณ ๓๐ กิโลเมตร บอกกับผมว่าพอเปลี่ยนมาขี่จักรยาน ทุกวันนี้ประหยัดเงินค่าน้ำมันได้เดือนละ ๒-๓ พันบาท

และสิ่งที่ตามมาคือนิสัยเปลี่ยน จากเดิมเป็นคนใจร้อนและเป็นนักซิ่งตัวยง เวลาขับรถจะขับด้วยความเร็วและคิดถึงที่หมายอย่างเดียว ไม่เคยสนใจอะไรรอบ ๆ ข้างเลย แต่พอหันมาถีบจักรยาน สังเกตว่านิสัยใจคอเปลี่ยนไป  กลายเป็นคนใจเย็น เวลาคนข้ามถนนตรงทางม้าลาย ก็จะหยุดให้คนเดินข้ามไปก่อน ทั้งๆที่สมัยก่อนไม่เคยคิดจะทำเวลาถีบจักรยานกลับบ้าน ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าระหว่างทางมีสิ่งเล็ก ๆตามข้างทางให้เห็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร วัด สวนดอกไม้ จากที่ไม่เคยใส่ใจมาก่อน

ผมจำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน คนเล่นจักรยานมักนิยมซื้อจักรยานเมดอินเจแปน เพราะมีรูปทรงคลาสสิก วัสดุทนทานแข็งแรง ตอนนั้นมีการนำเข้าจักรยานมือสองจากญี่ปุ่นมาขายในกรุงเทพฯ ราคาประมาณคันละพันกว่าบาท  มีร้านเปิดสองสามร้าน แต่ปัจจุบันมีการนำเข้าจักรยานมือสองจากญี่ปุ่นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีร้านค้าหลายสิบแห่ง และราคาขึ้นสูงหลายเท่าตัว ในขณะเดียวกันบรรดารถจักรยานมือหนึ่งมียี่ห้อก็มียอดขายสูงขึ้น รวมไปถึงจักรยานเมดอินไทยแลนด์ก็มีออเดอร์ล่วงหน้ากันทุกโรงงาน

คนเหล่านี้อาจจะใส่ใจในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนหันมาขี่จักรยานกันมาก คือค่าน้ำมันมหาโหดจนจ่ายไม่ไหว

คนเหล่านี้ไม่ได้ขี่จักรยานเล่น ๆ แบบขี่จักรยานไปเที่ยวเล่น  แต่พวกเขาขี่จริงจัง ไม่ต่างจากการเดินทางไปทำงานด้วยรถเมล์ หรือรถส่วนตัว

ผมเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนจำนวนมากที่อยากจะขี่จักรยานมาทำงาน มาเรียนหนังสือ แต่หลักประกันสำคัญคือ ทางจักรยานที่ปลอดภัย ไม่ต้องบาดเจ็บ หรือตายอย่างโง่ ๆ เพราะถูกรถชน

เนเธอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนขี่จักรยาน เป็นประเทศที่มีจำนวนจักรยานพอ ๆกับจำนวนประชากรคือประมาณ 17 ล้านคัน และแต่ละปีปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนก็เพิ่มมากขึ้น  ไปที่ไหนก็มีแต่คนขี่จักรยาน คนที่นั่นอาศัยการเดินทางจากระบบขนส่งมวลชน รถจักรยาน ส่วนรถเก๋งส่วนตัวนั้น เป็นของฟุ่มเฟือย เพราะราคาและภาษีรถแพงมาก

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สร้างทางจักรยานอย่างดี ปลอดภัย ออกแบบทางจักรยานให้สามารถเชื่อมต่อกันได้  ไม่ใช่มีแค่ตีเส้นแถบสีบนฟุตบาท หรือทางจักรยานสีเขียวริมถนนบางสายกลายเป็นที่จอดรถอย่างในกทม.

ผลที่ตามมาคือ เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีอากาศดีแห่งหนึ่ง ไม่มีปัญหาการจราจรติดขัด สุขภาพจิตของผู้คนก็ดีขึ้น  และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นดินแดนของคนอายุยืน เป็นประเทศที่มีจำนวนคนสูงอายุมากที่สุดในโลก

ในกรุงลอนดอนซึ่งทางการพยายามสร้างแรงจูงใจให้ รถจักรยานเป็นทางเลือกในการคมนาคม เมื่อเร็ว ๆนี้ ได้ออกกฎว่า หากใครจะขับรถยนต์เข้าไปย่านกลางเมือง จะต้องเสียค่าผ่านทางราคาแพง ผลคือทำให้ปริมาณรถยนต์ลดลง และปริมาณรถจักรยานเพิ่มขึ้น

ลองนึกดูว่า หากรถในกรุงเทพมหานครที่มีอยู่เกือบหกล้านคัน หายไปสักสามล้านคัน และเปลี่ยนมาเป็นรถจักรยานแทน การคมนาคมจะคล่องตัวเพียงใด  แต่แน่นอนว่าตอนนั้นคงต้องมีทางจักรยานที่ปลอดภัยและสามารถเชื่อมต่อกันได้

การทำให้จักรยานเป็นทางเลือกสำคัญในการเดินทาง เป็นเทรนด์ใหม่ของประเทศที่เจริญแล้ว เพราะจักรยานได้พิสูจน์แล้วว่า  เป็นทางออกของการแก้ปัญหาหลายอย่างในโลกปัจจุบัน คือการจราจร ลดควันพิษ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ ลดปัญหาโลกร้อน  ลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศจากน้ำมัน และยังได้สุขภาพที่แข็งแรงกลับคืนมา

ผมเชื่อว่าทุกวันนี้มีคนนับล้านคนที่อยากขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่า พวกเขารอทางจักรยานที่ปลอดภัย และรัฐบาลให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังจนอาจหยิบเป็นวาระแห่งชาติ

การทำให้จักรยานเป็นทางเลือกสำคัญในการคมนาคม ไม่ต่างจากรถส่วนบุคคล รถเมล์ หรือรถไฟฟ้า อาจจะเป็นนโยบายสำคัญของพรรคการเมืองในอนาคต และน่าจะได้รับเสียงสนับสนุนมาก

อยู่ที่ว่าพรรคการเมืองใดจะมีกึ๋นมากกว่ากัน

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 มกราคม 2552

Categories
Bicycle related

London Cycle Hire Dock Status Map

ลอนดอนเริ่มมีโครงการให้เช่าจักรยานในเมืองเมื่อเดือน กรกฎาคม 2010 ทุกๆ 300 เมตรโดยประมาณจะมีสถานีจอดจักรยานไว้บริการบุคคลทั่วไป โดยจะต้องสมัครสมาชิกและจ่ายค่าบริการในการใช้ (รายละเอียดสามารถดูได้ที่ www.tfl.gov.uk/barclayscyclehire)

แผนที่ตาม link ด้านล่างถูกพัฒนาโดย Oliver G O’Brien, University College London แสดงสถานะของสถานีจอดจักรยานแต่ละสถานี ซึ่งกระจายอยู่ทั่วเมืองลอนดอน แผนที่แสดงจำนวนจักรยานที่มีอยู่ในสถานีหนึ่งๆด้วยวงกลมที่อยุ่ ณ ตำแหน่งของสถานีนั้นๆ โดยสีของวงกลมแสดงสัดส่วนของจักรยานที่เหลืออยู่ และขนาดของวงกลมแสดงจำนวนที่จอดจักรยานที่ให้บริการ

แผนที่มีการ update ตลอด และยังมีการแสดงแผนที่แบบ animation ซึ่งแสดงข้อมูลในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา

http://oobrien.com/vis/bikes/

Categories
Bicycle related Traffic Engineering

จักรยาน และ เลนจักรยาน

จักรยานเป็นพาหนะประเภทแรกที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเพิ่มความเร็วและระยะทางที่มนุษย์สามารถเดินทางได้ เดิมทีจักรยานได้ถูกคิดค้นขึ้นในราวปี1817 คร้้งแรกที่มีการแสดงจักรยานให้ประชาชนดูคือที่เมืองMannheim จักรยานรุ่นแรกๆนั้นไม่มีก้านขาปั่นหรือเฟืองเหมือนจักรยานในสมัยปัจจุบัน หากแต่มีล้อสองล้อ อานและคันบังคับทิศทาง เวลาขับเคลื่อนก็ใช้แรงขาพลักแล้วก็ยกเท้ามาเก็บไว้ข้างบน เมื่อรถเบาแรงลงก็ออกแรงอีกครั้ง ล้อที่ใช้ก็เป็นล้อเหล็กหรือไม้ ไม่ใช่ล้อยางในปัจจุบัน จักรยานได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหนึ่งเพราะช่วยทุ่นแรง และเมื่อเทียบกับพาหนะในแบบอื่นๆ เช่นม้า ค่าใช้จ่ายในการดูแลของจักรยานนั้นถูกกว่ามาก ทั้งด้วยจักรยานมีความคล่องตัวเหมาะกับการใช้ในตัวเมือง อย่างไรก็ตามการค้นพบและการใช้จักรยานอย่างแพร่หลายไม่ได้ทำให้ รถลากม้าหมดสิ้นไปอย่างไร เพราะจักรยานนั้นเหมาะสมในการใช้เดินทางระยะสั้นๆเท่านั้น เมื่อมีการค้นพบรถยนต์ขึ้นการใช้จักรยานเริ่มลดน้อยเพราะรถยนต์นั้นทุ่นแรงและให้ความสะดวกสบายได้มากกว่า และสามารถเดินทางได้ทั้งใกล้และไกลรวมทั้งสามารถเป็นที่คุ้มกันสภาพอากาศได้



จักรยานรุ่นแรกๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นในช่วงหลังจากที่ปัญหาโลกร้อนและพลังงานที่จะหมดลงเริ่มเป็นที่ประจักรของสังคม กระแสการรณรงค์การใช้จักรยานในตัวเมืองเริ่มมาแรงขึ้นหลังจากหลายๆประเทศมัวหลงไปกับการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถยนต์ ซึ่งจริงๆก็ไม่น่าแปลกใจเพราะการเทคโนโลยีที่เรียกว่ารถยนต์นั้นช่วยทุ่นทั้งเวลาและแรงกายอย่างมากมาย  หากแต่ว่าสิ่งที่เราหลงลืมไปนั้นคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อความสะดวกสบายนี้นอกเหนือจากค่ารถและน้ำมัน สิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป โรคภัยไข้เจ็บที่ตามมาจากมลพิษที่เกิดขึ้น การขาดการออกกำลังกายรวมทั้งสภาพสิ่งแวดล้อมในตัวเมืองที่แย่ลง เพียงเพราะเราต้องการเพิ่มถนนและที่จอดรถให้รถยนต์ ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ยากจะเถึยงว่าคนเราสามารถอยู่ได้โดยไม่ใช้รถยนต์

หลังจาก ปัจจุบันการใช้จักรยานเริ่มแพร่หลายมาก เทคโนโลยีและการออกแบบใหม่ๆก็เริ่มเกิดขึ้น เลนจักรยานหรือ bike lane ก็เป็นหนึ่งในการออกแบบใหม่ๆ แม้จากการค้นคว้าจะไม่สามารถระบุชัดเจนว่าเลนจักรยานแห่งแรกเกิดขึ้นที่ได้ จุดประสงค์ของการมีเลนจักรยาน คือเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้จักรยานบนท้องถนนโดยการแสดงให้ผู้ขับขี่พาหนะอื่น ตระหนักว่าเส้นทางนี้มีจักรยานใช้อยู่ ข้อดีของการมีเลนจักรยานบนท้องถนนคือ

  • ดึงดูดประชาชนให้มาปั่นจักรยาน โดยเฉพาะนักปั่นมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยมั่นใจในฝีมือตนเอง เลนจักรยานจะช่วยให้ความมั่นใจในจุดนี้ แม้ว่าจะมีแง่คิดตรงกันข้ามที่เห็นว่าเส้นเลนจักรยานบนท้องถนนเป็นเพียงเส้นสีที่ให้ความปลอดภัยที่หลอกๆก็ตาม
  • เลนจักรยานช่วยเป็นไกด์ให้เส้นทางจักรยาน
  • จักรยานบนพี้นผิวเดียวกันกับพาหนะอื่น ช่วยลดความเร็วโดยเฉลี่ยบนท้องถนน และอุบัติเหตุ
  • เลนจักรยานช่วยจัดเส้นทางที่ต่อเนื่องให้รถจักรยาน ทำให้มีความสะดวกสบายในการขับขี่

เป็นต้น

ประเภทของเลนจักรยานแบ่งได้กลุ่มใหญ่ด้งนี้คือ

  • เลนจักรยานบนพื้นผิวเดียวกับพาหนะอื่นแบบไม่ตีเส้นความกว้างธรรมดา ความกว้างของถนนเท่ากับถนนธรรมดา เหมาะสำหรับถนนที่มีปริมาณรถน้อย ความเร็วเฉลี่ยต่ำ ถนนไม่กว้างจนเกินไป ไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายใดๆสำหรับเลนจักรยาน
  • เลนจักรยานบนพื้นผิวเดียวกับพาหนะอื่นแบบไม่ตีเส้นแต่เผื่อความกว้างเพื่อจักรยานบนเลนซ้ายสุด
    ข้อดี ถูกที่สุด เหมาะสำหรับถนนที่มีความเร็วต่ำ พื้นผิวจำกัด ข้อเสีย เหมือนถนนทั่วไป
  • เลนจักรยานบนพื้นผิวเดียวกับพาหนะอื่นแบบตีเส้น
    ข้อดี ค่าใช้จ่ายปานกลาง แสดงขอบเขตของจักรยานชัดเจน ต้องระวังการจอดรถทับเส้นทาง ไม่เหมาะสำหรับเลนจักรยานวิ่งสวนทางจราจร หรือถนนที่มีความเร็วและปริมาณรถสูง
  • เลนจักรยานบนพื้นผิวเฉพาะ
    ข้อดี ผู้ใช้จักรยานได้ประโยชน์สูงสุด สามารถออกแบบเพื่อลดพื้นผิวของถนนเพื่อการควบคุมอุปสงค์การใช้รถ ข้อเสีย ราคาแพง และต้องใช้พื้นผิวเวนคืนเพิ่มเติม

อาหารความคิด: การออกแบบเลนจักรยานต้องคำนึงถึง ผู้ใช้ที่จะมาใช้ มากกว่าผู้ใช้ในปัจจุบัน เพราะการมีเลนจักรยานจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการของผู้ใช้ โดยการดึงดูดให้มีผู้มาใช้มากขึ้น

ซื่งประเภทของการออกแบบก็จะแบ่งย่อยออกไปอีกขึ้นอยู่กับ

  • ปริมาณรถบนท้องถนน
  • ความแตกต่างระหว่างความเร็วของรถกับจักรยาน
  • พฤติกรรมการจอดรถบนท้องถนน
  • ปริมาณผู้ใช้จักรยานที่คาด
  • ประเภทของเส้นทางจักรยาน (เช่นเส้นทางการท่องเที่ยว หรือการเดินทางไปทำงาน)

A composite chart of numerous approaches to bicycle facility selection.

กราพแสดงถึงปริมาณของรถ ความเร็วของรถและชนิดของเลนจักรยานที่สมควรใช้ ที่มา: Bicycle Facility Selection: A Comparison of Approaches

และการออกแบบควรจะคำนึงถึง

  1. Safety ความปลอดภัย
  2. Continuity ความต่อเนื่องของเส้นทาง
  3. Consistency ความสม่ำเสมอ ของป้าย เส้น และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ

การออกแบบเลนจักรยานหากออกแบบโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้แล้ว เลนจักรยานที่ควรจะให้ความปลอดภัยกับผู้ขับขี่จักรยานอาจจะเป็นภัยเสียเอง การออกแบบจึงต้องคำนึงถึง node หรือจุดตัดกับถนนเส้นอื่น link หรือ ระยะระหว่างจุดตัด และ parking การจอดรถจักรยาน บทความนี้มีจุดประสงค์เพียงให้ความรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับการออกแบบเส้นทางจักรยานเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติมในการออกแบบเส้นทางจักรยาน

Sustran resource

Transport for London Design Standard

และ

Cycling Facility Design Guides

CROW (2007), Design Manual For Bicycle Traffic, National Information and Technology Platform for Transport, Infrastructure and Public Space (www.crow.nl); atwww.crow.nl/shop/productDetail.aspx?id=889&category=90.

DfT (2002), Inclusive Mobility A guide to Best Practise on Access to Pedestrian and Transport Infrastructure, UK Department For Transport (www.dft.gov.uk); atwww.dft.gov.uk/pgr/roads/tpm/tal/walking/inclusivemobilityaguidetobes4137.

DfT (2004), Policy, Planning and Design for Walking and Cycling – Local Transport Note 1/04, UK Department For Transport (www.dft.gov.uk); atwww.dft.gov.uk/consultations/archive/2004/ltnwc/ltn104policyplanninganddesig1691.

DfT (2004), Adjacent and Shared Use Facilities for Pedestrians and Cyclists – Local Transport, UK Department for Transport (www.dft.gov.uk); atwww.dft.gov.uk/consultations/archive/2004/ltnwc/ltn204adjacentandsharedusefa1692.

SE (1999), Cycling by Design, Scottish Executive (www.scottishexecutive.gov.uk); atwww.scottishexecutive.gov.uk/library2/cbd/cbd-00.asp.

TA (2005), “The Geometric Design of Pedestrian, Cycle and Equestrian Routes,” Design Manual for Roads and Bridges, Highways Agency (www.standardsforhighways.co.uk); atwww.standardsforhighways.co.uk/dmrb/vol6/section3/ta9005.pdf.

TfL (2005), London Cycling Design Standards – A Guide To The Design Of A Better Cycling, Transport for London (www.tfl.gov.uk); atwww.tfl.gov.uk/businessandpartners/publications/2766.aspx.

ที่มา http://www.vtpi.org/tdm/tdm93.htm

Categories
Bicycle related Resource

How NOT to design a cycle lane.

slechtstefietspad

Comical but a lesson to us all.
source: http://www.warringtoncyclecampaign.co.uk/