Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Public Transport

โมโนเรลเชียงใหม่ – จะไว้ใจ๋ได้กา?

แม้จะเป็นเมืองภูมิภาคขนาดใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศ แต่เชียงใหม่กลับขาดแคลนระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพระบบรถสองแถวที่มีอยู่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ ที่ล่าสุดมีข่าวว่าครม.ได้ทำการอนุมัติในหลักการ โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลของเมืองเชียงใหม่ ไปแล้ว พร้อบงบประมาณดำเนินการ 8 พันล้านบาทในระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี (ที่มา: NBT Chiangmai NBT) แม้ว่ายังไม่มีวี่แววเอกสารโครงการอย่างเป็นทางการ และมีก็มีการแจ้งผ่านเวปพันทิปว่าโครงการดังกล่าวมาจากการร่างเส้นทางในจินตนาการของสมาชิกชมรมการพัฒนาเชียงใหม่ CCDU แต่ข่าวที่ออกมาก็ปลุกกระแสความสนใจต่อโครงการขนส่งมวลชนของเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง (ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวเรื่องอบจ.เชียงใหม่จะทำโมโนเรลแต่เป็นคนละเส้นทางกัน ผมได้เขียนถึงโครงการดังกล่าวไว้ที่นี้) จึงเป็นโอกาสดีที่จะเขียนถึงระบบรถไฟฟ้าโมโนเรลอีกครั้ง

1425485802-1102474368-oClipboard01
โครงข่าย Monorail เชียงใหม่ ร่างและทำภาพตัดต่อโดยสมาชิก CCDU

บทคัดย่อ
โมโนเรลเป็นรูปแบบการขนส่งระบบรางชนิดหนึ่ง โดยปกติแล้วมีขนาดเบา ความเร็วต่ำ ข้อดีหลักของโมโนเรลคือการไม่ต้องเวนที่คืนเพื่อก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ต่ำ ส่วนข้อเสียคือไม่เป็นที่นิยมและมีศักยภาพในการขนคนที่ต่ำกว่าขนส่งมวลชนระบบราง โมโนเรลอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองเชียงใหม่ต้องมีระบบขนส่งมวลชนแบบราง เพื่อแก้ปัญหาด้านการคมนาคมของเมือง ปัญหาด้านคมนาคมของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบันสามารถสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะส่วนตัวที่สูงเพราะไม่มีรูปแบบการเดินทางอื่นให้เลือกใช้ จึงนำมาซึ่งสภาพจราจรติดขัด อุบัติเหตุทางท้องถนนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งคุณภาพอากาศที่ต่ำลง ปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อน เปรียบเหมือนโรคมะเร็งร้าย การเยียวยาโรคหรือปัญหานี้ให้หายขาดจำเป็นต้องมีรูปแบบการรักษาที่หลากหลายควบคู่กันไป

อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ โมโนเรลเชียงใหม่ – จะไว้ใจ๋ได้กา

 

Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Public Transport

นโยบายคมนาคมที่สวนทางกัน ของอบจ.เชียงใหม่: รถไฟฟ้ารางเดี่ยวและวงแหวนรอบที่สี่และห้า

สืบเนื่องจาก บทข่าว ‘บุญเลิศ’ขายฝัน’รถไฟฟ้ารางเดี่ยว’ และ ดัน ‘รถไฟฟ้ารางเดี่ยว’รับการเติบโตเชียงใหม่

เมื่อ เห็นหัวข่าว ผู้เขียนก็ดีใจที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีระบบขนส่งมวลชนที่เป็นจริงเป็นจังกับ เค้าเสียที ในรายละเอียดของข่าวทั้งสองกล่าวถึง ที่มาของโครงการและลักษณะต่างๆ ของระบบรถรางที่ท่านนายก อบจ.เชียงใหม่ตั้งใจจะให้เป็น

โครงการดังกล่าวประกอบด้วย เส้นทางรถรางระดับพื้นผิว 2 เส้นทางรวมระยะทาง 28 กิโลเมตร “วิ่งให้ บริการเที่ยวละ 3 โบกี้ รองรับผู้โดยสารได้โบกี้ละ 40 คน แต่ละเที่ยวจะรองรับผู้โดยสารได้ 120 คน หากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนจะเพิ่มโบกี้อีก 2 โบกี้ ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารได้ 200 คน ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะจอดรถไฟฟ้าทุกๆ 500 เมตร ซึ่งจะมีการกำหนดเวลาและจุดจอดรถไฟฟ้าอย่างชัดเจน เบื้องต้นคาดการณ์ว่า แต่ละรอบจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที โดยรถไฟฟ้าดังกล่าวจะควบคุมด้วยระบบสัญญาณจราจร เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงจะได้รับสิทธิ์ให้ไปก่อนไม่ต้องติดสัญญาณไฟจราจร”

ส่วนเส้นทางนั้น “เริ่ม ต้นเส้นทางตั้งแต่ บริเวณอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ปลายทางศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา โดยผ่านรอบคูเมืองเชียงใหม่และท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ รองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว” ซึ่งตามแหล่งข่าวนั้นไม่บอกว่าสายไหนวิ่งผ่านตรงไหนบ้าง

แต่ต้องขอย้ำตรงนี้ว่า เส้นทางที่ว่านี้ไม่เกี่ยวกับภาพสี่เส้นทาง ของรูปด้านล่าง ซึ่งเป็นเส้นทางของ BRT ที่ม.ช.ได้ศึกษาไว้หลายปีก่อน

Image

ก็ต้องรอดูว่า เส้นทางที่ออกมาจะเป็นอย่างไรกันต่อไป

เบื้องต้นขอตั้งข้อสังเกตดังนี้

1. เวลาของแต่ละเที่ยวน่าจะนานกว่า 30นาที เพราะ ถ้าแบ่งคร่าวๆเป็นสองเส้นทาง เส้นทางละประมาณ 14 กม.ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว (บวกเวลาหยุดรับผู้โดยสารและเวลาติดไฟแดงอีก)

2. เส้นทางที่ท่านว่ามานั้น ต่อเข้าสู่จุดศูนย์ประชุมต่างๆ ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบชัดว่าเส้นทางเหล่านี้มันเชื่อมต่อกับเขตที่ประชาชนอยู่ อาศัยหรือไม่?  มีการศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของคนเชียงใหม่หรือไม่? กลุ่มผู้ใช้จะเป็นใคร ?

3. โครงการนี้มีการพัฒนาทางเดินเท้า การเข้าถึงจุดจอดอย่างไรบ้าง เพราะช่วงจอดรถ 500 เมตรนั้นหมายความว่าผู้ใช้จะต้องเดินเท้าอย่างน้อย 250เมตร การพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเดินเท้าจึงจำเป็นอย่างมาก ต่อความสำเร็จของโครงการนี้ 

4. ในบทความท่านนายกเสนอการตัดวงแหวนรอบที่สี่และห้า ซึ่งเป็นหลักการนโยบายที่สวนทางกับการพัฒนาระบบรางอย่างสิ้นเชิง การตัดถนนเพิ่มเป็นการอำนวยความสะดวกสบาย และดึงดูดคนมาใช้รถเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เมืองเกิดการกระจายตัวมากขึ้น และเมื่อที่อยู่อาศัยกระจายตัวมากขึ้น ระบบขนส่งมวลชนก็ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป การตัดถนนวงแหวนรอบที่สี่และห้า เป็นการฆ่าขนส่งมวลชนของเชียงใหม่(ที่ยังไม่เกิด)อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นท่านนายกควรที่จะต่อต้านการสร้างถนนวงแหวนอีกสองเส้นนี้มิใช่ส่งเสริม

5.อบจ.จะมีมาตรการอื่นๆมาสนับสนุนระบบรางหรือไม่ เช่น มาตรการช่วยเชื่อมต่อระหว่างรูปแบบการเดินทางต่างๆ (จักรยานยนต์ รถ และ รถราง หรือ จักรยาน และรถราง) การวางมาตรการจำกัดการใช้และการจอดรถ เพื่อสนับสนุนการใช้ระบบรถราง เป็นต้น

6. อยากให้ท่านนายก อบจ.ประสานกับนายกเทศบาลในการใช้โอกาสนี้ ปรับภูมิทัศน์ต่างๆ และสร้างทางจักรยาน เพราะการขนส่งระบบรางเดี่ยวถ้าใช้วิ่งไปตามพื้นผิวถนน จะต้องมีการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งจะสร้างโอกาสให้สามารถปรับภูมิทัศน์ของเมืองด้วย

ผมนิยมความตั้งใจของนายก อบจ.ที่จะจัดระบบการขนส่งและการเดินทางของเมืองเชียงใหม่ ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีอายุกว่า700ปี แต่ไม่เคยมีระบบขนส่งมวลชนที่ต่อเนื่องและยาวนานเลย การวางแผนโดยคำนึงถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นผู้ใช้ และการคำนึงถึงบริบทของเมือง และการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการวางแผนอนาคตของ เมือง และรูปแบบการขนส่งที่จะเกิดขึ้นจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Public Transport

สี่ล้อแดงไม่ใช่ปัญหาของการคมนาคมเมืองเชียงใหม่

“ไปกาดหลวงครับ”

สี่ล้อแดง หรือรถสองแถวก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นคู่อยู่กับถนนเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่ผมจำความได้  จนผ่านมาสามสิบกว่าหนาว สี่ล้อแดงก็ยังเป็นให้บริการทางคมนาคมกับคนเชียงใหม่ตลอดมาอย่างคงเส้นคงวา  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมมีความรู้สึกว่ากระแสทางด้านลบของสี่ล้อแดงเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองย้อนกลับไป ช่วงที่สี่ล้อแดงออกมาประท้วงเทศบาลที่ประตูท่าแพ ต่อต้านรถเมล์ขวัญเวียงที่ออกมาวิ่งในปี 2546 (อักษรวนิช) หลังจากเหตุการณ์นั้นภาพของผู้ประกอบการรถสองแถวก็เหมื่อนจะซ้อนกับการต่อต้านระบบขนส่งมวลชนตลอดมา

สองสามปีให้หลังนี้มีโปรเจคที่พยายามฟื้นฟู ภาพลักษณ์ของสี่ล้อแดง นำสี่ล้อแดงมาปรับเปลี่ยนการบริการให้เป็นแบบวิ่งประจำทาง แทนที่จะเป็นการวิ่งหาผู้โดยสารตามใจผู้ขับ ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าแนวคิดที่จะพยายามจัดระบบรถแดงเพื่อนำมาวิ่งให้เป็นเส้นทางเป็นแนวคิดที่อาจจะไม่ได้ประสิทธิผลอย่างเต็มที่ในระยะยาว เพราะรถแดงที่วิ่งอยู่ทุกวันนี้แต่เดิมก็เคยวิ่งแบบมีเส้นทางมาก่อน เพียงแต่ว่าในห้วงเวลาในอดีตช่วงหนึ่ง การวิ่งประจำเส้นทางมันทำเงินได้ไม่พอกับค่าดำเนินการและการกินการใช้ เจ้าของรถแดงเลยนำรถออกมาวิ่งตามใจเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง โดยขนส่งทางบกก็ไม่ได้ทำการบังคับใช้กฏหมายที่มีอย่างเข้มงวด ปล่อยเลยตามเลย และพอจะบังคับใช้กฏหมายก็บังคับไม่เสมอตนเสมอปลาย โดยให้รถแดงไปตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อประมูลเส้นทางไปวิ่ง แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้เส้นทางตามเดิม

รูปแบบรถแดงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลยทำการอยู่ใต้องค์กรแบบสหกรณ์ ซึ่งตามนิยามแล้ว

“สหกรณ์ไม่ใช้องค์การของรัฐ เพื่อดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมทางสังคม และ ไม่ใช่เอกชน เพื่อดำเนินธุรกิจแสวงหาผลกำไรแก่ผู้ถือหุ้น… เป็น องค์การอิสระของบุคคลซึ่งร่วมกัน ด้วย ความสมัครใจ เพื่อสนองความต้องการ และจุดมุ่งหมายร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการดำเนิน วิสาหกิจที่ พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันบริหารงาน และควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยสหกรณ์” (Wikipediea)

เพราะฉนั้นสหกรณ์ ไม่สามารถบังคับสมาชิกได้ หรือทำการแบ่งรายได้หรือการขาดทุนของสมาชิกได้เลย สหกรณ์มีไว้เพื่อต่อรองกับนายจ้างหรือผู้มีอำนาจ  รูปแบบการดำเนินการแบบนี้จึงไม่เหมาะกับการนำมาทำเป็นขนส่งมวลชนที่เป็นการบริการ และต้องมาความสามารถในการแชร์รายได้และการขาดทุนของแต่ละสายที่ทำการได้ หรือให้การบริการที่ต้องต่อเวลา คาดเดาได้(ทั้งเวลาและราคา) และมีความเป็น มาตรฐาน ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าการทำการเปลี่ยนธรรมชาติหรือรูปแบบของสหกรณ์นั้น อาจจะได้ในระยะสั้น (เช่นมีวาระพิเศษ หรือ วิ่งเส้นทางพิเศษ) แต่ในระยะยาวบุคคลในกลุ่มส่วนใหญ่น่าจะไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (การวิ่งรถสองแถวเป็นอาชีพและรูปแบบในการการใช้ชีวิตสำหรับผู้ประกอบการ) มาทำการบริการแบบเป็นเส้นทางและมีตารางเวลาได้ เพราะเป็นการฝืนพฤติกรรมที่ถูกพัฒนามาให้เหมาะสมกับบริบทของเมืองเชียงใหม่

ความเห็นส่วนตัว การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากการมองว่ารถแดงไม่ใช่ปัญหาของระบบคมนาคมเชียงใหม่ หากเป็นระบบการคมนาคมที่ได้ปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเมือง การจัดการของภาครัฐ(ที่ผ่านมาไม่ได้มีการเหลี่ยวแลเรื่องระบบขนส่งมวลชนเลย) และพฤติกรรมการเดินทางของคนในเมืองเชียงใหม่ หากแต่ในวันนี้บริบทของเมืองนั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทั้งค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น มลภาวะต่างๆที่เพิ่มมากขึ้น และจำนวนยานพหานะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าทุกวันนี้กลุ่มผู้ประกอบการการเดินรถก็รู้สึกได้ถึงผลกระทบด้านลบเหล่านี้เช่นกัน จึงเป็นเหตุเกี่ยวเนื่องว่าทำไมต้องเกิดการจัดการระบบขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่เกิดขึ้น

เมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจและสามารถมองสถานะการณ์จากมุมมองนี้แล้ว มโนภาพของสถานะการณ์ก็น่าจะคล้องจองกัน การพูดคุยไปสู่การแก้ปัญหาและการแก้ปัญหาก็น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในลำดับต่อไป

รูปแบบการขนส่งมวลชนที่จะเหมาะกับเมืองเชียงใหม่นั้น ต้องคำนึงถึงบริบทของเมืองเชียงใหม่ ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อุปนิสัยของคนเชียงใหม่  และพฤติกรรมการเดินทางของคนเชียงใหม่เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ก็เป็นไปได้!

Categories
Public Transport

Bucharest Metro System (2011)

(credit:http://centraleasteurope.com)

A short report written by me on the metro system of Bucharest city.  The report is submitted as part of my field visit course in 2011.

<Full report here: BucharestMetrosystem-final>

Categories
Public Transport Traffic Modeling and Visualisation

นักวิจัยศึกษารถติดโดยใช้ข้อมูล GPS บนรถแท๊กซี่

นักวิจัยศึกษารถติดโดยใช้ข้อมูล GPS บนรถแท๊กซี่

นักวิจัยของ Microsoft Research Asia ทำการศึกษารถติดในเมืองปักกิ่งโดยใช้ข้อมูลที่เก็บจาก GPS บนรถแท็กซี่ 33,000 คันเป็นเวลา 2 ปี (2009 และ 2010)

การวิจับรถติดจากข้อมูล GPS ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหม่นัก มีหลายเมืองพยายามศึกษากันอยู่ ตัวอย่างของการศึกษา GPS สามารถดูได้จาก:
http://casualdata.com/senseofpatterns/
http://vimeo.com/19034766

แต่อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้มีความน่าสนใจกว่างานวิจัยอื่นๆ

ปกติแล้ว ตาม sense ของเรา บริเวณที่มีปัญหาน่าจะแสดงออกมาจากความเร็วที่ช้าลงเมื่อรถผ่านเข้าไปในบริเวณที่รถติด ซึ่งสามารถติดตามได้จากข้อมูล GPS แต่งานวิจัยนี้ หาบริเวณที่เกิดรถติดจาก’เส้นทางเดินรถ’

นักวิจัยได้ตั้งข้อสมมติฐานที่ว่า รถจะใช้ทางอ้อมแทนทางที่สั้นที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ารถจะไม่ได้วิ่งช้าลง เราก็ยังสามารถ identify บริเวณที่เกิดปัญหาได้ โดยดูจากระยะทางที่เพิ่มขึ้นมาจากการอ้อมไปทางอื่น

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือบรืเวณที่เกิดรถติดจริงๆแล้วอาจไม่ใช่บริเวณที่เป็นปัญหาก็ได้ อย่างเช่น รถอาจจะวิ่งไปบริเวณ 1 กับบริเวณ 2 เพื่อจะไปบริเวณที่ 3 ถ้าเราก็ปัญหาโดยการขยายทางระหว่างบริเวณ 1 กับ 2 อาจจะไม่ช่วบแก้ปัญหาเท่ากับการทำทางตรงจาก 1 ไป 3 เลย

นักวิจัยยังได้ทำการประเมินผลระบบที่ได้พัฒนาขึ้นมา พบว่า เมื่อทำการแก้ไขตามที่ระบบแนะนำแล้ว ปัญหารถติดลดลงอย่างมาก และได้แนะนำให้ประเทศที่มีปริมาณแท็กซี่มากนำระบบนี้ไปใช้

ตามข่าว กรุงเทพฯมีปริมาณTaxiมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นไปได้ว่าจะสามารถนำระบบนี้มาใช้แก้ปัญหารถติดได้ อย่างไรก็ดี หากไม่มีเงินมาติดตั้ง GPS ในปริมาณมากเพึยงพอ ก็ไม่สามารถจะนำระบบดังกล่าวมาใช้ได้อยู่ดี!

(ย่่อมาจาก: http://www.technologyreview.com/printer_friendly_article.aspx?id=38679)