Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Public Transport

โมโนเรลเชียงใหม่ – จะไว้ใจ๋ได้กา?

แม้จะเป็นเมืองภูมิภาคขนาดใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศ แต่เชียงใหม่กลับขาดแคลนระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพระบบรถสองแถวที่มีอยู่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ ที่ล่าสุดมีข่าวว่าครม.ได้ทำการอนุมัติในหลักการ โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลของเมืองเชียงใหม่ ไปแล้ว พร้อบงบประมาณดำเนินการ 8 พันล้านบาทในระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี (ที่มา: NBT Chiangmai NBT) แม้ว่ายังไม่มีวี่แววเอกสารโครงการอย่างเป็นทางการ และมีก็มีการแจ้งผ่านเวปพันทิปว่าโครงการดังกล่าวมาจากการร่างเส้นทางในจินตนาการของสมาชิกชมรมการพัฒนาเชียงใหม่ CCDU แต่ข่าวที่ออกมาก็ปลุกกระแสความสนใจต่อโครงการขนส่งมวลชนของเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง (ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวเรื่องอบจ.เชียงใหม่จะทำโมโนเรลแต่เป็นคนละเส้นทางกัน ผมได้เขียนถึงโครงการดังกล่าวไว้ที่นี้) จึงเป็นโอกาสดีที่จะเขียนถึงระบบรถไฟฟ้าโมโนเรลอีกครั้ง

1425485802-1102474368-oClipboard01
โครงข่าย Monorail เชียงใหม่ ร่างและทำภาพตัดต่อโดยสมาชิก CCDU

บทคัดย่อ
โมโนเรลเป็นรูปแบบการขนส่งระบบรางชนิดหนึ่ง โดยปกติแล้วมีขนาดเบา ความเร็วต่ำ ข้อดีหลักของโมโนเรลคือการไม่ต้องเวนที่คืนเพื่อก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ต่ำ ส่วนข้อเสียคือไม่เป็นที่นิยมและมีศักยภาพในการขนคนที่ต่ำกว่าขนส่งมวลชนระบบราง โมโนเรลอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองเชียงใหม่ต้องมีระบบขนส่งมวลชนแบบราง เพื่อแก้ปัญหาด้านการคมนาคมของเมือง ปัญหาด้านคมนาคมของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบันสามารถสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะส่วนตัวที่สูงเพราะไม่มีรูปแบบการเดินทางอื่นให้เลือกใช้ จึงนำมาซึ่งสภาพจราจรติดขัด อุบัติเหตุทางท้องถนนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งคุณภาพอากาศที่ต่ำลง ปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อน เปรียบเหมือนโรคมะเร็งร้าย การเยียวยาโรคหรือปัญหานี้ให้หายขาดจำเป็นต้องมีรูปแบบการรักษาที่หลากหลายควบคู่กันไป

อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ โมโนเรลเชียงใหม่ – จะไว้ใจ๋ได้กา

 

Categories
Uncategorized

review เส้นทางรถประจำทางเมืองเชียงใหม่ – นำร่องสาย 7

“เริ่มแล้ว 15 ธันวาคม 2557 นี้ กับเส้นทางรถประจำทางเมืองเชียงใหม่ “รถวิ่งตามสาย มาถึงตรงเวลา ประกันราคา มั่นใจด้วยระบบติดตามการเดินรถ ” อยากไปไหนก็ไปกับเรานำร่องสาย 7 ขนส่งช้างเผือก-รร.ยุพราช-เซ็นทรัลเฟสติวัล”

เมื่อเช้านี้น้องสาวผมได้แจ้งให้ทราบถึงโครงการนี้  ก็ยินดีที่มีโครงการขนส่งมวลชนในเชียงใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งครับ และได้ตามไปดูรายละเอียดของโครงการนี้ในเวบ  หลังจากอ่านรายละเอียดเท่าที่นำเสนอแล้วก็มีความคิดเห็นดังนี้ครับ

1. เป็นความคิดที่ดีที่ทำโครงการนำร่องก่อนสองเส้น เพื่อให้คนใช้เข้าใจได้งานและมีความาเคยชินกับระบบ ก่อนที่จะยกระดับขึ้น ความคิดเห็นนี้ผมได้เสนอไว้ในบทความที่แล้วมา

2. เส้นทาง – ทั้งสองเส้น (สาย 2 และ 7 ) ผมมองว่าเส้นทางมันยาวไป และพยายามวิ่งอ้อมไกลไปหน่อยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ผมขอเสนอให้สาย 7 วิ่งแค่ช่วงเซ็นทรัลเฟส และกาดหลวง ก็พอแล้วครับไม่ต้องเข้าไปในเมือง ถ้าต้องการให้ coverage พื้นที่ช่วงนี้จริงๆ ขอแนะนำให้แบ่งสาย 7 ช่วงในเมือง เป็นอีกเส้นหนึ่งครับ

3. ตารางเวลา เริ่มได้ตั้งแต่ 0600 – 2230 ครับ ตอนนี้ เริ่ม 0700 – 1730 มันไม่ครอบคลุมคนที่ใช้ (เผื่อคนทำงานในห้างด้วยก็ดีนะครับ)

4. ความบ่อยของรถ ตอนนี้ ทุกๆ 30 นาที ผมขอเสนอให้เป็นทุกๆ 5 นาที่ช่วงเร่งด่วน (0600-0800 1500-1900) และ 10 นาทีช่วงอื่น ถ้าต้องรอทุกๆ 30 นาทีคนใช้อาจจะน้อยครับ

5. จุดจอด ควรจะชัดเจน ห้าม จอด นอก ป้าย

6. รถควรจะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดครับ จะเอารถแดงเก่ามาวิ่งก็ควรจะเปลี่ยนสีอย่างให้ซ้ำกับที่มีอยู่เลย หรือจะเปลี่ยนรูปแบบอย่างไรก็แล้วแต่ครับ แต่ห้ามเหมือนของเก่า คนจะงงครับ

7. ประสานกับทาง Central Fest เลยครับว่าขอพื้นที่เป็นจุดรับส่งของสาย7 ให้ผู้ปกครองมาส่งนักเรียนขึ้นรถตรงนี้ช่วงเช้าและรับช่วงเย็น เค้าจะได้ไม่ต้องเข้ามาติดที่แยกศาลเด็ก เสนอให้จัดพื้นที่เป็นคาเฟ่ตอนเช้าด้วย เป็นให้ใช้บริการตั้งแต่ 0700 ไป ทาง Central Fest น่าจะสนใจเพราะเป็นโอกาสทางธุรกิจของเค้าครับ

คร่าวๆ เบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ ขอเป็นกำลังใจให้คนทำโครงการนี้ครับ เชียงใหม่จะได้มีระบบขนส่งที่ดีสักที

ที่มา http://www.chiangmaibus.org

Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai

หนึ่งเดือนกับหนึ่งวันผ่านไปกับการจัดระเบียบรถสาธารณะเชียงใหม่..

แก้ไข-วันที่ 21/9/2014 เพิ่มเติมสรุปบทความ

ผู้เขียนเห็นว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงการจัดระบบรถแดงในปัจจุบัน อย่างเร่งด่วนเพราะนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาการจราจรแล้ว ยังมีผลกระทบด้านลบกับการใช้ที่ดีและการเดินทางโดยใช้รถโดยสารประจำทางอีกด้วย ควรจะยกคิวรถกลับมาที่กาดหลวงเหมือนเดิมและปรับให้รถแดงที่วิ่งเป็นสายมาจอดที่กาดหลวงเพื่อรับผู้โดยสาร ลดจำนวนเส้นทาง มีการปล่อบรถที่ถี่ขึ้น และจัดโครงสร้างบริษัทเพื่อรับรองการดำเนินการ

บทนำ

หลังจากปล่อยให้รถแดงวิ่งเป็นระบบแบบจัดการตัวเองมานับสิบกว่าปี ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ (นายชาญชัย กีฬาแปง) ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 พล.ต.ศรายุธ รังษี ประธานสหกรณ์นครลานนาเดินรถ จำกัด นายสิงห์คำ นันติ  และนักวิชาการสถานบริการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม  ก็ทำการจัดระเบียบรถแดงให้เป็นสายประจำทาง ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เป็นต้นมา

ในเบื้องต้นได้จัดให้มีรถวิ่งที่งหมด 12 สาย + 3 สายพิเศษ ซึ่งเป็นรถนักเรียน นักศึกษา มีรถแดงประจำทางสาย 1-11 สายละ 50 คัน คิดเป็น 550 คันทั้งหมด ส่วนสาย 12 ที่ใช้รถบัสปรับอากาศของเทศบาลนครเชียงใหม่จำนวน 6 คัน (แหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้ว่า3 สายพิเศษนั้นใช้รถกี่คัน) สาย 1-12 ให้บริการระหว่างเวลา 05.00-20.00 น. ค่าโดยสารสาย 1-12 ราคา 20 บาทตลอดสาย สาย 12 นั้นค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย ส่วนสายพิเศษเดินรถช่วงเช้าเวลา 06.00-09.00 น. และช่วงเย็นเวลา 15.00-18.00 น. ค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย  ความถี่ของรถคือมีรถออกทุกๆ 20 นาที (รายละเอียดเพิ่มเติมเส้นทางดูท้ายเรื่อง)

IMG_20140812_102305681_HDR

ต่อมาได้มีการปรับราคาและเพิ่มการเดินรถสายพิเศษเพราะผู้ประกอบการอ้างว่า ประสบปัญหาไม่มีผู้โดยสาร ลดราคาค่าโดยสารลงเหลือ 10 บาทตลอดสาย ในขณะที่สามเณร นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ ลดเหลือ 5 บาทตลอดสายใน 12 เส้นทาง  และเพิ่มสายที่ 13 สถานีขนส่งช้างเผือก-ตลาดวโรรสเริ่มวันที่ 1 กันยา (ที่มา)

บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 1-2 กันยา 2557 ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งเดือนกับหนึ่งวันกับการจัดระบบรถแดงเชียงใหม่ เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อการจัดระบบ และรายงานถึงข้อสังเกตจากพื้นที่และนำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบนี้

A. ความคิดเห็นของผู้เขียนต่อการจัดระบบ

  1. จำนวนสายที่เยอะ ค่าโดยสารที่แตกต่างทำให้ระบบมีความซับซ้อน ทั้งในด้านการดำเนินการและจากมุมมองของผู้ใช้
  2. การรวมศูนย์ให้ทั้งรถคิวและรถแดงมาอยู่ที่ขนส่งช้างเผือกทำให้มีรถจำนวนมากมารวมกันที่จุดเดียว กายภาพของขนส่งช้างเผือกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานดังกล่าว ทำให้การเปลี่ยนถ่ายรถมีปัญหาและพื้นที่ของขนส่งไม่เพียงพอที่จะรับปริมาณคนและรถที่เพิ่มขึ้นได้IMG_20140812_105758295_HDR
  3. ความถี่ของรถแดงที่ทุกๆ 20 นาทีนั้นต่ำไป จะต้องมีความถี่ที่สูงกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงเร่งด่วน
  4. ไม่มีการจัดจุดขึ้นรถที่ชัดเจน พฤติกรรมการวิ่งหยุดรับผู้โดยสารจึงน่าจะยังเหมือนเดิม (หยุดตามต้องการ)
  5. แนวทางการจัดเส้นทางไม่เหมาะกับธรรมชาติของรถสองแถวซึ่งถูกสร้างมาเพื่อการวิ่งบริการแบบจัดการตัวเอง อีกทั้งคนขับรถสองแถวมีบางส่วนที่วิ่งรถสองแถวเป็นงานเสริมควบคู่กับงานประจำของตน รถในหมวดนี้จึงไม่สามารถวิ่งเป็นระบบได้ นอกจากนี้โดยธรรมชาติของระบบสหกรณ์นั้นถูกสร้างมาเพิ่มการต่อรองเพื่อให้ได้มาเพื่อประโยชน์ของสมาชิก จึงไม่เหมาะกับการนำมาวิ่งเป็นรถประจำทางเพราะไม่มีกลไกในการการันตีรายได้และการแชร์รายจ่ายของการดำเนินการ
  6. การกำหนดลดราคาให้นักเรียน และนักศึกษาในเครื่องแบบเท่านั้น เป็นแนวกำหนดที่ค่อนข้างจะจำกัด น่าจะปรับมาเป็นจำกัดที่อายุ เพราะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า (่ผ่านบัตรประชาชน)

B. ข้อสังเกตจากการลงพื้นที่

จากการลงไปสำรวจขนส่งช้างเผือกและรอบๆเมืองเชียงใหม่ในช่วงวันที่ 10-15 สิงหาคมได้ข้อสังเกตดังต่อไปนี้

  1. ตัวรถที่เป็นรถในระบบกับรถแดงที่รับส่งปกติมีความแตกต่างกันน้อย ทำให้ผู้ใช้บริการสับสนว่าเป็นรถที่อยู่ในระบบหรือวิ่งทั่วไป
  2. พฤติกรรมการรับผู้โดยสารของรถแดงเปลี่ยนแปลงน้อยแม้จะมีการบังคับให้วิ่งตามเส้นทาง สามารถสังเกตได้ว่าในบ้างครั้งมีการรับผู้โดยสารที่ต้องการจะไปในเส้นทางที่ตนไม่ได้วิ่ง คาดว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลง
  3. ตำแหน่งการขึ้นรถของแต่ละสายไม่ชัดเจน มีการตั้งเต้นท์ชั่วคราวเป็นที่จอดซึ่งรับจำนวนรถได้ไม่เยอะเท่าจำนวนสายที่วิ่ง
  4. จำนวนสายที่เยอะทำให้เกิดการสับสน ประชาชนไม่ทราบ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ถึงเส้นทางที่วิ่งให้ชัดเจน การเปลี่ยนถ่ายรถค่อนข้างอันตราย มีรถวิ่งเข้าออกตลอดเวลาในพื้นที่และไม่มีการจัดสรรพื้นที่ให้ชัดเจน
  5. ผู้โดยสารต้องจ่ายเงินเพิ่มเกือบสองเท่าเพราะต้องต่อรถแดงไปสู่กาดหลวง ซึ่งแต่เดิมรถคิววิ่งตรงเข้าตลาด (แม้ว่าต่อมาจะมีการเพิ่มสายพิเศษ แต่ก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นถึง ห้าบาทต่อการเดินทาง และยังมีปัญหาในการถ่ายและขนของ)
  6. ผู้โดยสารมีความลำบากในการถ่ายขนของจากรถคิวไปสู่รถแดง และจากรถแดงไปสู่รถคิว ซึ่งผู้โดยสารจำนวนมากมีสัมภาระและสิ่งของเยอะ นอกจากนี้ยังเสียเวลาในการรอให้รถแดงออกวิ่งIMG_20140812_102525450_HDR
  7. เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ในบริเวณรอบๆ พื้นที่ที่เคยเป็นคิวรถที่กาดหลวง (หน้าห้างทองแห่งหนึ่ง) ซบเซาอย่างเห็นได้ชัด มีการจัดจุดขึ้นคิวรถตามจุดต่างๆ ใหม่ เช่นเชิงสะพานนวรัฐ ทำให้เกิดการติดขัดจราจรในบริเวณนั้น และมีกิจกรรมทางการค้า (ร้านขายของ) เกิดขึ้นตามจุดต่างๆเหล่านี้
  8. ทั้งรถคิวและรถแดงพบปัญหารายได้ลดลง เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและความลำบากในการเดินทาง (การถ่ายของขึ้นลง) ทำให้ปริมาณผู้ใช้บริการลดลง
  9. มีความขัดแย้งกันระหว่างรถคิวและรถแดง เพราะแรงกดดันและความเครียดของการต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและการหารายได้ที่ลดน้อยลงของทั้งสองฝ่าย (รถคิวก็ต้องเปลี่ยนตำแหน่งคิว และความลำบากในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าและค้าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทำให้คนใช้รถคิวน้อยลง)

C. ข้อเสนอแนะในการจัดระบบรถ

  1. ลดจำนวนสายรถบริการที่ให้บริการลงให้เหลือ 4-6 สาย เพื่อการจดจำที่ง่าย ประชาสัมพันธ์และอธิบายเส้นทางให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง มีแผนที่และตารางเวลาที่ชัดเจน ปรับราคาค่าโดยสารให้เท่ากันทุกสาย อาจมีการเพิ่มสายบริการทีหลัง
  2. เพิ่มความถึ่ของรถเป็นทุก 5-7 นาทีในช่วงเร่งด่วน 10 นาทีช่วงปกติ
  3. เปลี่ยนรูปแบบของรถที่เข้าร่วมโครงการให้ต่างจากรถแดงที่วิ่งอยู่ทั่วไป ด้วยการเปลี่ยนสีและชื่อที่เรียกเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนว่ารถที่อยู่ในระบบนี้ต่างไปจากรถแดงที่วิ่งอยู่ทั่วไป
  4. ให้รถคิววิ่งเข้ากาดหลวงเหมือนเดิม และจัดรถในระบบ บางสายให้วิ่งเข้าไปผ่านกาดหลวง ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ทุกเส้นทางมาออกันอยู่ที่กาดหลวงทั้งหมด เคลียร์พื้นที่ในการเข้าจอด และทำจุดขึ้นรถให้ชัดเจนไม่ไกลจากตลาด มีทางลาดขึ้นลงสะดวกต่อการขนของ ส่วนขนส่งช้างเผือกไม่แนะนำให้ใช้งานเพราะไม่ใช่เป็นจุดหมายปลายทางของประชาชน เว้นแต่จะใช้เป็นจุดพักจอดรถเช่นต้นทาง-ปลายทาง
  5. จัดสร้างบริษัทหรือโครงสร้างทางองค์กรที่จะช่วยในการทำระบบการแชร์รายรับและรายจ่ายของรถที่อยู่ในระบบ
  6. กำหนดจุดจอดตามเส้นทางให้ชัดเจน บังคับให้ไม่เกินการจอดนอกจุด
  7. ปรับการให้ลดราคาค่าโดยสารมาเป็นจำกัดที่อายุต่ำกว่า 25 ปี

ทั้งนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และคิดว่าทางผู้เกี่ยวข้องจะต้องพัฒนาระบบให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงระบบขนส่งที่ได้ทำไปแล้ว ส่งผลทางลบต่อการใช้รถคิวและรถแดงเป็นอย่างมาก และที่สำคัญส่งผลกระทบต่อการใช้ที่ดินโดยเฉพาะในบริเวณคิวรถเก่าที่กาดหลวง หากไม่รีบเปลี่ยนแปลงและพัฒนา การจัดระบบขนส่งครั้งนี้อาจจะเป็นแรงผลักดันให้คนไปใช้รถส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

ภาคผนวก รายละเอียดเส้นทางเพิ่มเติม

  • สาย 1 หลัง มช.-สามกษัตริย์-กาดหลวง-อาเขต 2-กาดสามแยก
  • สาย 2 ห้วยแก้ว-กาดสวนแก้ว-ขนส่งช้างเผือก-กาดหลวง-สถานีรถไฟ-อาเขต 2
  • สาย 3 ขนส่งช้างเผือก-ท่าแพ-สนามบิน
  • สาย 4 ขนส่งช้างเผือก-นิมมานเหมินท์-สวนดอก-สนามบิน
  • สาย 5 ขนส่งช้างเผือก-เซ็นทรัลเฟสติวัล-พรอมเมมาด้า-สนามบิน
  • สาย 6 ขนส่งช้างเผือก-ตลาดวโรรส-สวนดอก-โรบินสัน-แยกสะเมิง
  • สาย 7 ขนส่งช้างเผือก-สามกษัตริย์-ตลาดวโรรส-ตลาดสามแยก
  • สาย 8 ขนส่งช้างเผือก-ศูนย์ราชการเชียงใหม่-สนามกีฬา 700 ปี-รพ.นครพิงค์
  • สาย 9 ขนส่งช้างเผือก-ตลาดวโรส-หนองหอย-ที่ว่าการ อ.สารภี
  • สาย 10 ขนส่งช้างเผือก-ตลาดวโรรส-สถานีรถไฟ-บ้านบวกครก
  • สาย 11 ขนส่งช้างเผือก-ไนท์บาซาร์-มงฟอร์ต (ประถม)-จวนผู้ว่าฯ-ยุพราช
  • สาย 12 เมญ่า-เซ็นทรัลเฟสติวัล-เซ็นทรัลแอร์พอร์ต-ปางสวนแก้ว-เมญ่า (วนซ้าย-วนขวา) -รถบัสปรับอากาศ
    และรถสองแถวแดงเสริมพิเศษ สำหรับนักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบอีก 3 เส้นทาง ได้แก่
  • สายที่ 1 พ.ขนส่งช้างเผือก-ม.เชียงใหม่-ม.ราชมงคลล้านนา
  • สาย 2 พ.ขนส่งช้างเผือก-โรงเรียนปริ้นส์รอยส์-โรงเรียนดารา และ
  • สาย 3 พ.ขนส่งช้างเผือก-โรงเรียนยุพราช-โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เดินรถช่วงเช้าเวลา 06.00-09.00 น. และช่วงเย็นเวลา 15.00-18.00 น. ค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย

ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000083232

Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Public Transport

นโยบายคมนาคมที่สวนทางกัน ของอบจ.เชียงใหม่: รถไฟฟ้ารางเดี่ยวและวงแหวนรอบที่สี่และห้า

สืบเนื่องจาก บทข่าว ‘บุญเลิศ’ขายฝัน’รถไฟฟ้ารางเดี่ยว’ และ ดัน ‘รถไฟฟ้ารางเดี่ยว’รับการเติบโตเชียงใหม่

เมื่อ เห็นหัวข่าว ผู้เขียนก็ดีใจที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีระบบขนส่งมวลชนที่เป็นจริงเป็นจังกับ เค้าเสียที ในรายละเอียดของข่าวทั้งสองกล่าวถึง ที่มาของโครงการและลักษณะต่างๆ ของระบบรถรางที่ท่านนายก อบจ.เชียงใหม่ตั้งใจจะให้เป็น

โครงการดังกล่าวประกอบด้วย เส้นทางรถรางระดับพื้นผิว 2 เส้นทางรวมระยะทาง 28 กิโลเมตร “วิ่งให้ บริการเที่ยวละ 3 โบกี้ รองรับผู้โดยสารได้โบกี้ละ 40 คน แต่ละเที่ยวจะรองรับผู้โดยสารได้ 120 คน หากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนจะเพิ่มโบกี้อีก 2 โบกี้ ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารได้ 200 คน ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะจอดรถไฟฟ้าทุกๆ 500 เมตร ซึ่งจะมีการกำหนดเวลาและจุดจอดรถไฟฟ้าอย่างชัดเจน เบื้องต้นคาดการณ์ว่า แต่ละรอบจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที โดยรถไฟฟ้าดังกล่าวจะควบคุมด้วยระบบสัญญาณจราจร เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงจะได้รับสิทธิ์ให้ไปก่อนไม่ต้องติดสัญญาณไฟจราจร”

ส่วนเส้นทางนั้น “เริ่ม ต้นเส้นทางตั้งแต่ บริเวณอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ปลายทางศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา โดยผ่านรอบคูเมืองเชียงใหม่และท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ รองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว” ซึ่งตามแหล่งข่าวนั้นไม่บอกว่าสายไหนวิ่งผ่านตรงไหนบ้าง

แต่ต้องขอย้ำตรงนี้ว่า เส้นทางที่ว่านี้ไม่เกี่ยวกับภาพสี่เส้นทาง ของรูปด้านล่าง ซึ่งเป็นเส้นทางของ BRT ที่ม.ช.ได้ศึกษาไว้หลายปีก่อน

Image

ก็ต้องรอดูว่า เส้นทางที่ออกมาจะเป็นอย่างไรกันต่อไป

เบื้องต้นขอตั้งข้อสังเกตดังนี้

1. เวลาของแต่ละเที่ยวน่าจะนานกว่า 30นาที เพราะ ถ้าแบ่งคร่าวๆเป็นสองเส้นทาง เส้นทางละประมาณ 14 กม.ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว (บวกเวลาหยุดรับผู้โดยสารและเวลาติดไฟแดงอีก)

2. เส้นทางที่ท่านว่ามานั้น ต่อเข้าสู่จุดศูนย์ประชุมต่างๆ ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบชัดว่าเส้นทางเหล่านี้มันเชื่อมต่อกับเขตที่ประชาชนอยู่ อาศัยหรือไม่?  มีการศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของคนเชียงใหม่หรือไม่? กลุ่มผู้ใช้จะเป็นใคร ?

3. โครงการนี้มีการพัฒนาทางเดินเท้า การเข้าถึงจุดจอดอย่างไรบ้าง เพราะช่วงจอดรถ 500 เมตรนั้นหมายความว่าผู้ใช้จะต้องเดินเท้าอย่างน้อย 250เมตร การพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเดินเท้าจึงจำเป็นอย่างมาก ต่อความสำเร็จของโครงการนี้ 

4. ในบทความท่านนายกเสนอการตัดวงแหวนรอบที่สี่และห้า ซึ่งเป็นหลักการนโยบายที่สวนทางกับการพัฒนาระบบรางอย่างสิ้นเชิง การตัดถนนเพิ่มเป็นการอำนวยความสะดวกสบาย และดึงดูดคนมาใช้รถเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เมืองเกิดการกระจายตัวมากขึ้น และเมื่อที่อยู่อาศัยกระจายตัวมากขึ้น ระบบขนส่งมวลชนก็ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป การตัดถนนวงแหวนรอบที่สี่และห้า เป็นการฆ่าขนส่งมวลชนของเชียงใหม่(ที่ยังไม่เกิด)อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นท่านนายกควรที่จะต่อต้านการสร้างถนนวงแหวนอีกสองเส้นนี้มิใช่ส่งเสริม

5.อบจ.จะมีมาตรการอื่นๆมาสนับสนุนระบบรางหรือไม่ เช่น มาตรการช่วยเชื่อมต่อระหว่างรูปแบบการเดินทางต่างๆ (จักรยานยนต์ รถ และ รถราง หรือ จักรยาน และรถราง) การวางมาตรการจำกัดการใช้และการจอดรถ เพื่อสนับสนุนการใช้ระบบรถราง เป็นต้น

6. อยากให้ท่านนายก อบจ.ประสานกับนายกเทศบาลในการใช้โอกาสนี้ ปรับภูมิทัศน์ต่างๆ และสร้างทางจักรยาน เพราะการขนส่งระบบรางเดี่ยวถ้าใช้วิ่งไปตามพื้นผิวถนน จะต้องมีการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งจะสร้างโอกาสให้สามารถปรับภูมิทัศน์ของเมืองด้วย

ผมนิยมความตั้งใจของนายก อบจ.ที่จะจัดระบบการขนส่งและการเดินทางของเมืองเชียงใหม่ ให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีอายุกว่า700ปี แต่ไม่เคยมีระบบขนส่งมวลชนที่ต่อเนื่องและยาวนานเลย การวางแผนโดยคำนึงถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นผู้ใช้ และการคำนึงถึงบริบทของเมือง และการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการวางแผนอนาคตของ เมือง และรูปแบบการขนส่งที่จะเกิดขึ้นจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Traffic and Transport data

รายงานพฤติกรรมการเดินทางของคนเชียงใหม่

คนเชียงใหม่ เดินทางอย่างไร? ไกลแค่ไหน? ไปที่ไหน?
คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนคมนาคมของเมืองให้มีประสิทธิภาพ

คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวียนนาเทคโนโลยี และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของคนเชียงใหม่ ในปี 2555 และได้ทำรายงานพฤติกรรมการเดินทางของคนเมืองเชียงใหม่ press release และลิงค์ของรายงานอยู่ ที่นี้

Chiang Mai mobility and Transport survey 2012 (CM-MTS) report has been released.  The press release and link to download full report is here.

Categories
Bicycle related

“เลิกตดให้กันดมซะที!” – เสียงบ่นจากคนรอบกายในบริบทของการคมนาคม

เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเคยดมกลิ่นผายลมหรือกลิ่นตดของคนอื่น  ไม่ว่าจะเป็นเพราะสถานะการณ์บังคับ,เพราะความคาดไม่ถึง,หรือเพราะเหตุผลอื่นใดอะไรก็ตาม มันคงเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงประสงค์เลยแม้แต่นิดเดียวสำหรับคนเกือบทุกคน (นอกเสียจากคุณจะมีความชอบที่แปลกและแหวกแนวเหนือความคาดเดา!)  แต่จะรังเกียจมันกันอย่างไรก็ตาม การผายลมหรือการตดนั้น เป็นกิจวัตรธรรมดาอย่างหนึ่งของมนุษย์ ตดถือเป็นผลผลิตจากการย่อยสลายและแปรสภาพอาหารให้เป็นพลังงานโดยร่างกาย พลังงานที่ว่านี้ก็นำมาใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อให้เราสามารถคงมีชีวิตอยู่และทำกิจกรรมต่างๆได้ตามความปรารถนา  เชื่อไหมว่าคนเรานั้นโดยเฉลี่ยแล้ว ตดประมาณ10-20ครั้งต่อวัน ตดเล็กตดน้อยเหล่านี้รวมแล้วเป็นปริมาณก๊าซเกือบกว่า 1ลิตรเลยที่เดียวเชียว องค์ประกอบของก้อนตดหนึ่งก้อนหนึ่งนั้นประกอบด้วย ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ออกซิเจน และมีเทนรวมเป็นส่วนใหญ่  ที่แปลกคือ ก๊าซเหล่านี้ล้วนไม่มีกลิ่น! สิ่งที่น่าแแปลกใจต่อมาคือกลิ่นตดที่น่าคลื่นไส้นั้นมาจากก๊าซกำมะถันซึ่งมีปริมาณแค่ 1%ของก้อนตดของเรา! ก๊าซกำมะถันนี้เกิดจากการหมกหมมของอาหารในลำไส้ สังเกตว่าช่วงไหน ระบบขับถ่ายมีปัญหา ถ่ายยากหรืออาหารไม่ย่อย ช่วงนั้นตดเราจะเหม็นมาก เหม็นจนคนตดเองแทบจะเป็นลมเลยที่เดียว



และถ้าหากเราเปรียบเทียบร่างกายมนุษย์กับรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซด์ที่เราขับขี่แล้ว อาหารที่เรารับประทานกันก็คงไม่ต่างจากน้ำมันที่เราเติมให้รถ และตดของเราก็คงไม่ต่างจากไอเสียของรถที่มันพ่นออกมา ไอเสียของรถยนต์นั้นส่วนประกอบหลักๆของมันคือ ไนโตรเจน,ไอน้ำ และ คาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารที่ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ  (แม้ว่าจะมีการยอมรับอย่างแพร่หลายว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนก็ตาม) สารไอเสียของรถยนต์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์นั้นเป็นส่วนประกอบรองซึ่งมี  คาร์บอนมอนออกไซด์, ไฮโดรคาร์บอน, ไนโตรเจน ออกไซด์, โอโซน และ ฝุ่นละอองต่างๆ ปริมาณของสารอันตรายเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสภาพและความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ หากเครื่องยนต์เก่ามีปัญหาและไม่ได้รับการดูแล การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ก็จะไม่สมบูรณ์ทำให้ปริมาณสารอันตรายเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา ผมใช้จักรยานในการเดินทางในเชียงใหม่ค่อนข้างบ่อยมาก บ่อยจนทำให้ผมเริ่มเกิดความอืมระอาในการดมตดของผู้อื่น ไอเสียและควันดำที่ผลิตโดยรถต่างๆนั้นมีมากโดยเฉพาะในช่วงเร่งด่วน มันมากจนผมแสบทั้งตา จมูกและคอ ทั้งที่ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่ใส่หน้ากากกรองอากาศเวลาปั่นจักรยาน เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้จักรยานไม่น่าปั่น(สำหรับคนอื่นที่ยังไม่ได้ปั่น หรือคิดว่าจะปั่น) แต่ผมต้องจำใจซื้อหน้ากากกรองมาใส่เพราะทนแสบคอแสบจมูกไม่ไหว ผมไม่เข้าใจว่าคนขับรถจักรยานยนต์เขาไม่รู้สึกกันบ้างเหรอ หรืออากาศที่เขาหายใจมันเป็นคนละอันกับที่ผมหายใจอยู่?
ผมนึกถึงบทความทางวิชาการที่เคยอ่านในอดีต บทความเหล่านั้นตั้งข้อสังเกตุว่าเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคนป่วยโรคภูมิแพ้และทางเดินหายใจมากที่สุดในเมืองไทย เมื่ออ่านครั้งแรกผมสงสัยว่าจริงหรือ แต่เมื่อได้สัมผัสเองผมเริ่มไม่แปลกใจ ก็คนเชียงใหม่ตดให้กันดมทั้งเช้าและเย็นอย่างนี้นิครับ จะไม่ให้ป่วยคลื่นเหียนเวียนตดกันได้อย่างไร!

ข่าวทีวีช่อง 3 วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553 ที่มา http://www.krobkruakao.com

ผมเชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่อืมระอากับการดมตดของผู้อื่น แต่คงไม่มีใครที่คิดจะแก้ไข คนเชียงใหม่จึงยังทนดมตดกันไป หรือหากจะแก้ไขก็คงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และเท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย การซื้อรถเก๋งแอร์เย็นฉ่ำหรือการซื้อหน้ากากกันพิษมาใส่ก็คงเป็นวิธ๊หนึ่งในหลายๆวิธีในการกั้นตัวเองออกจากกลิ่นตดที่สุดจะทนไหว แต่การแก้ไขอย่างนี้คงจะเป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว และเป็นเพียงช่องน้อยที่ใช้ได้เพียงชั่วคราว ในเมื่ออากาศที่เราหายใจกันอยู่นั้นล้วนเป็นอากาศที่อยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกันใช่ไหม?
ผมเชื่อว่าอากาศที่สะอาด มีความสำคัญอย่างมากกับชีวิตของคนทุกคนในโลกใบนี้ แต่ผมสงสัยว่าทำไมเราไม่ใส่ใจกับสิ่งสำคัญนี้เลย ทั้งๆที่มันมีผลทั้งกับตัวเราเองและคนที่เรารักโดยตรง การแก้ไขปัญหานี้ผมเชื่อว่าเราสามารถเริ่มด้วยจากตัวเราเองครับ เริ่มด้วยการไม่ตดให้คนอื่นดม โดยการลดการใช้รถลงบ้างเท่าทีอำนวย หันมาใช้จักรยานหรือการเดิน   ลดความเหม็นและขนาดของก้อนตดที่เราผลิตโดยการดูแลเครื่องยนต์และปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพ ช่วยกันฟอกอากาศฟอกกลิ่นตดของเราโดยการ รณรงค์และผลักดันให้มีการปลูกต้นไม้ในเมืองของเรา ผมเชื่อว่ามาตรการง่ายๆเหล่านี้ เริ่มได้เลยครับ และจะทำให้อากาศของเมืองเชียงใหม่หรือเมืองที่คุณอยู่สะอาดขึ้น ไม่ต้องทนดมตดของกันและกันอยู่อย่างนี้ต่อไปครับ!