Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Public Transport

สี่ล้อแดงไม่ใช่ปัญหาของการคมนาคมเมืองเชียงใหม่

“ไปกาดหลวงครับ”

สี่ล้อแดง หรือรถสองแถวก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นคู่อยู่กับถนนเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่ผมจำความได้  จนผ่านมาสามสิบกว่าหนาว สี่ล้อแดงก็ยังเป็นให้บริการทางคมนาคมกับคนเชียงใหม่ตลอดมาอย่างคงเส้นคงวา  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมมีความรู้สึกว่ากระแสทางด้านลบของสี่ล้อแดงเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองย้อนกลับไป ช่วงที่สี่ล้อแดงออกมาประท้วงเทศบาลที่ประตูท่าแพ ต่อต้านรถเมล์ขวัญเวียงที่ออกมาวิ่งในปี 2546 (อักษรวนิช) หลังจากเหตุการณ์นั้นภาพของผู้ประกอบการรถสองแถวก็เหมื่อนจะซ้อนกับการต่อต้านระบบขนส่งมวลชนตลอดมา

สองสามปีให้หลังนี้มีโปรเจคที่พยายามฟื้นฟู ภาพลักษณ์ของสี่ล้อแดง นำสี่ล้อแดงมาปรับเปลี่ยนการบริการให้เป็นแบบวิ่งประจำทาง แทนที่จะเป็นการวิ่งหาผู้โดยสารตามใจผู้ขับ ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าแนวคิดที่จะพยายามจัดระบบรถแดงเพื่อนำมาวิ่งให้เป็นเส้นทางเป็นแนวคิดที่อาจจะไม่ได้ประสิทธิผลอย่างเต็มที่ในระยะยาว เพราะรถแดงที่วิ่งอยู่ทุกวันนี้แต่เดิมก็เคยวิ่งแบบมีเส้นทางมาก่อน เพียงแต่ว่าในห้วงเวลาในอดีตช่วงหนึ่ง การวิ่งประจำเส้นทางมันทำเงินได้ไม่พอกับค่าดำเนินการและการกินการใช้ เจ้าของรถแดงเลยนำรถออกมาวิ่งตามใจเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง โดยขนส่งทางบกก็ไม่ได้ทำการบังคับใช้กฏหมายที่มีอย่างเข้มงวด ปล่อยเลยตามเลย และพอจะบังคับใช้กฏหมายก็บังคับไม่เสมอตนเสมอปลาย โดยให้รถแดงไปตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อประมูลเส้นทางไปวิ่ง แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้เส้นทางตามเดิม

รูปแบบรถแดงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลยทำการอยู่ใต้องค์กรแบบสหกรณ์ ซึ่งตามนิยามแล้ว

“สหกรณ์ไม่ใช้องค์การของรัฐ เพื่อดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมทางสังคม และ ไม่ใช่เอกชน เพื่อดำเนินธุรกิจแสวงหาผลกำไรแก่ผู้ถือหุ้น… เป็น องค์การอิสระของบุคคลซึ่งร่วมกัน ด้วย ความสมัครใจ เพื่อสนองความต้องการ และจุดมุ่งหมายร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการดำเนิน วิสาหกิจที่ พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันบริหารงาน และควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยสหกรณ์” (Wikipediea)

เพราะฉนั้นสหกรณ์ ไม่สามารถบังคับสมาชิกได้ หรือทำการแบ่งรายได้หรือการขาดทุนของสมาชิกได้เลย สหกรณ์มีไว้เพื่อต่อรองกับนายจ้างหรือผู้มีอำนาจ  รูปแบบการดำเนินการแบบนี้จึงไม่เหมาะกับการนำมาทำเป็นขนส่งมวลชนที่เป็นการบริการ และต้องมาความสามารถในการแชร์รายได้และการขาดทุนของแต่ละสายที่ทำการได้ หรือให้การบริการที่ต้องต่อเวลา คาดเดาได้(ทั้งเวลาและราคา) และมีความเป็น มาตรฐาน ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าการทำการเปลี่ยนธรรมชาติหรือรูปแบบของสหกรณ์นั้น อาจจะได้ในระยะสั้น (เช่นมีวาระพิเศษ หรือ วิ่งเส้นทางพิเศษ) แต่ในระยะยาวบุคคลในกลุ่มส่วนใหญ่น่าจะไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (การวิ่งรถสองแถวเป็นอาชีพและรูปแบบในการการใช้ชีวิตสำหรับผู้ประกอบการ) มาทำการบริการแบบเป็นเส้นทางและมีตารางเวลาได้ เพราะเป็นการฝืนพฤติกรรมที่ถูกพัฒนามาให้เหมาะสมกับบริบทของเมืองเชียงใหม่

ความเห็นส่วนตัว การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากการมองว่ารถแดงไม่ใช่ปัญหาของระบบคมนาคมเชียงใหม่ หากเป็นระบบการคมนาคมที่ได้ปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเมือง การจัดการของภาครัฐ(ที่ผ่านมาไม่ได้มีการเหลี่ยวแลเรื่องระบบขนส่งมวลชนเลย) และพฤติกรรมการเดินทางของคนในเมืองเชียงใหม่ หากแต่ในวันนี้บริบทของเมืองนั้นเริ่มเปลี่ยนไป ทั้งค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น มลภาวะต่างๆที่เพิ่มมากขึ้น และจำนวนยานพหานะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าทุกวันนี้กลุ่มผู้ประกอบการการเดินรถก็รู้สึกได้ถึงผลกระทบด้านลบเหล่านี้เช่นกัน จึงเป็นเหตุเกี่ยวเนื่องว่าทำไมต้องเกิดการจัดการระบบขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่เกิดขึ้น

เมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจและสามารถมองสถานะการณ์จากมุมมองนี้แล้ว มโนภาพของสถานะการณ์ก็น่าจะคล้องจองกัน การพูดคุยไปสู่การแก้ปัญหาและการแก้ปัญหาก็น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในลำดับต่อไป

รูปแบบการขนส่งมวลชนที่จะเหมาะกับเมืองเชียงใหม่นั้น ต้องคำนึงถึงบริบทของเมืองเชียงใหม่ ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อุปนิสัยของคนเชียงใหม่  และพฤติกรรมการเดินทางของคนเชียงใหม่เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ก็เป็นไปได้!

Categories
เชียงใหม่ - Chiang Mai Sustainable Transport

พัฒนาการของเมืองเชียงใหม่ ปัญหาการจราจร และบทบาทของประชาชน

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ผมได้ใกล้ชิดกับเมืองเชียงใหม่มากกว่าเคย ผมตัดสินใจซื้อรถจักรยานและพยายามใช้มันในการเดินทางประจำวันแทนรถส่วนตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความเร็วในการเดินทางที่ช้าลง ทำให้ผมสังเกตเห็นและรับรู้ถึงสภาพ, สภาวะ, และการเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ได้มากและชัดเจนขึ้น ผมเชื่อว่าคนเชียงใหม่ทุกคนเองก็ต่างรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ จะว่าไปแล้วทุกสิ่งในโลกนี้ก็ล้วนต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้น เราจะสังเกตเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง เมืองเชียงใหม่ก็เปลี่ยนแปลงมาตลอดตั้งแต่พ่อขุนเม็งรายสถาปนาเมืองนี้ขึ้นเมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีที่แล้ว เมืองนี้ ผ่านทั้งยุคที่รุ่งเรืองที่สุดที่เป็นเมืองหลวงของล้านนา, ล่มสลายที่สุดในยุคที่เป็นเมืองขึ้นของพม่า, และผ่านช่วงแห่งการฟื้นฟูและการพัฒนาจนกระทั่งเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้
ในปัจจุบันเชียงใหม่ยังคงความมีเสน่ห์และคุณภาพในด้านต่างๆ ที่ดึงดูดให้คนจากทุกสารทิศมาเยี่ยมเยือนอีกทั้งมาพักอยู่อาศัย ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพในระดับแนวหน้าของประเทศไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เมืองเชียงใหม่ก็กำลังถูกรุมล้อมด้วยปัญหาในหลายๆด้าน การจราจรที่ติดขัด,คุณภาพทางอากาศที่แย่ลง,หรือความเสื่อมโทรมทางสังคมต่างก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เมืองเชียงใหม่เผชิญอยู่ และหากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ก็คงจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทําให้สภาพของเมืองเชียงใหม่และคุณภาพชีวิตของคนเชียงใหม่ในอนาคตเสื่อมลงจากที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน
หากมองให้ลึกลงไปในปัญหาด้านการจราจรติดขัดที่เมืองเชียงใหม่ประสบอยู่ ก็จะเห็นว่าปัญหานี้เกิดขั้นเพราะระบบคมนาคมของเมืองเชียงใหม่พึ่งพาพาหนะส่วนบุคคลเช่นรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ (ระบบขนส่งมวลชนของเมืองไม่มีประสิทธิภาพ) และอัตราการใช้พาหนะส่วนบุคคลที่สูงนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา เช่นการจราจรที่ติดขัด คุณภาพทางอากาศที่แย่ลง อุบัติเหตุทางท้องถนนที่เพิ่มขึ้น ปัญหานี้แม้จะดูซับซ้อน แต่เมืองหลายๆเมืองที่ประสบกับปัญหาคล้ายๆกับเมืองเชียงใหม่ เช่นกรุงเวียนนา,ประเทศออสเตรีย ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้


ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองกรุงเวียนนามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด (Wirtschaftswunder) การเจริญเติบโตที่รวดเร็วนี้ก่อให้เกิดปัญหาทางการจราจรในตัวเมืองอย่างมากมาย เทศบาลของกรุงเวียนนาจึงเริ่มแก้ปัญหาการจราจรอย่างจริงจัง โดยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและโครงข่ายทางจักรยานและทางเดินเท้าอย่างสอดคล้องกัน มีการสร้างโครงข่ายระบบรถไฟใต้ดินความยาวกว่า 70กิโลเมตร (โครงข่ายเกือบทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา30ปี) ระบบรถรางที่กำลังเสื่อมโทรมได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งระบบ (ปัจจุบันกรุงเวียนนามีโครงข่ายรถรางที่หนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่งในโลก) มีการสร้างและพัฒนาทางเท้าในจุดต่างๆของเมือง และปิดถนนในหลายๆย่านเพื่อให้เพียงประชาชนเดินเข้าออกได้ (เช่นย่าน Innere Stadt ย่านช้อปปิ้ง ใจกลางกรุงเวียนนา) มีการจัดการที่จอดรถในเขตต่างๆเพื่อใช้พื้นที่ถนนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการสร้างและวางเส้นทางจักรยานเพื่อให้จักรยานเป็นทางเลือกหนึ่งของรูปแบบในการเดินทาง (ปัจจุบันเวียนนามีโครงข่ายทางรถจักรยานกว่า1,170กิโลเมตร หากเทียบกับระยะทางของโครงข่ายของยานยนต์ที่มี 2,800กิโลเมตรแล้ว ทุกๆทางเดินรถสามกิโลเมตรจะมีทางจักรยานหนึ่งกิโลเมตรก็ว่าได้) การพัฒนาและการวางแผนการคมนาคมอย่างมีรูปแบบที่สอดคล้องกันนี้ ทำให้การเดินทางในเวียนนามีความสะดวกสบาย ไม่มีความจำเป็นในการใช้รถส่วนตัว ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางไม่มาก (จนเป็นที่กล่าวกันในหมู่นักเรียนไทยในกรุงเวียนนาว่า อยู่เวียนนาจะไปที่ไหน ก็ใช้เวลาไม่เกิน30นาที) และคงจะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคุณภาพของการเดินทางที่ดีนี้ มีส่วนทำให้กรุงเวียนนาได้รับเลือกเป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเที่ยวที่สุดในโลกเป็นประจำอยู่ทุกปี

เมื่อมองย้อนกลับมาที่เมืองเชียงใหม่ แม้เราอาจจะไม่สามารถยกเอารูปแบบของการแก้ไขปัญหาการจราจรของกรุงเวียนนามาใช้กับเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งหมด เพราะเมืองเชียงใหม่เองก็มีคุณลักษณะทางกายภาพและสังคมที่แตกต่าง สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากกรุงเวียนนาคือแนวการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องในเชิงรุก, การมองการจัดการคมนาคมอย่างสอดคล้องและบูรณาการ, และการให้ความสำคัญกับการเดินทางโดยเท้าและจักรยาน เมืองเชียงใหม่สามารถใช้แนวคิดเหล่านี้ เป็นพื้นฐานในการสร้างรูปแบบการพัฒนาระบบคมนาคมที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนและเหมาะสมกับเมืองของเราได้ต่อไป
ในภาพรวมแล้ว ปัญหาการจราจรและปัญหาอื่นๆที่คุกคามคุณภาพชีวิตของคนเชียงใหม่ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่ได้เกิดมาจากปัจจัยภายนอกหรือจากการคุกคามโดยสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่นอุทกภัยทางธรรมชาติหรือการรุกรานใดๆ ปัญหาเหล่านี้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาโดยคนเชียงใหม่เองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองเชียงใหม่ทั้งนั้น ด้วยเหตุฉะนี้แล้วเราซึ่งเป็นคนเชียงใหม่ก็น่าจะมีความสามารถที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้เองไม่ใช่หรือ? ผู้เขียนเชื่อว่าพวกเราเองก็ต้องการให้เมืองเชียงใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีความน่าอยู่ มีความยั่งยืน และเป็นเมืองที่เราและลูกหลานของเราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ หากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ พวกเราชาวเชียงใหม่คงจะต้องแสดงออกถึงความต้องการเหล่านี้ให้ภาครัฐและผู้บริหารบ้านเมืองให้รับรู้ แสดงถึงความต้องการมีส่วนร่วมและร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นอย่างที่เราต้องการ หากพวกเราเพิกเฉยแล้วก็คงจะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เราอาจจะต้องเห็นเมืองเชียงใหม่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง เพราะพวกเราเลือกที่จะนิ่งดูดายปล่อยให้เมืองนี้ถูกพัฒนาโดยผู้อื่นไปในทิศทางซึ่งสวนทางกับความต้องการของพวกเรา จนเมืองนี้ไม่มีความน่าอยู่อีกต่อไป

พีระพันธ์ จิตราภิรมย์